กฎระเบียบที่ควรรู้

การลงทุน

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน

ออสเตรเลียมีกฎหมายแรงงานที่คุ้มครองแรงงานที่มีผลบังคับใช้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่ถือสัญชาติออสเตรเลียหรือผู้ที่มาจากต่างประเทศที่เข้ามาทำงานที่ออสเตรเลียอย่างเท่าเทียมกัน

สิ่งที่ควรรู้เมื่อต้องการมาทำงานที่ออสเตรเลีย

  1. ออสเตรเลียมีกฎหมายแรงงานที่คุ้มครองทุกคนที่ทำงานอย่างถูกกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน
    ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถือสัญชาติออสเตรเลียเอง หรือเป็นชาวต่างชาติ ทั้งที่มีวีซ่าถาวรและวีซ่าชั่วคราว
  2. ชาวต่างชาติทุกคนที่ต้องการทำงานในออสเตรเลียจะต้องมีวีซ่าอย่างถูกต้อง และได้รับอนุญาตให้ทำงานได้
  3. วีซ่าชั่วคราวที่อนุญาตให้ผู้ถือวีซ่าทำงานในออสเตรเลียได้
    ได้แก่ Work & Holiday visa วีซ่านักเรียน และวีซ่า subclass 457 ส่วนวีซ่าประเภทท่องเที่ยวเป็นวีซ่าที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน
  4. ผู้ที่ถือวีซ่า Work & Holiday
    ไม่สามารถทำงานกับนายจ้างคนเดิมเกินกว่า 6 เดือน
  5. วีซ่านักเรียน
    อนุญาตให้ทำงานได้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสองสัปดาห์
  6. นายจ้างมีหน้าที่ตรวจสอบสถานะของวีซ่าและการอนุญาตทำงานของลูกจ้าง
    ดังนั้น นายจ้างอาจขอดูหนังสือเดินทาง เพื่อตรวจสอบสถานะวีซ่าของลูกจ้าง โดยจะต้องได้รับอนุญาตจากลูกจ้างก่อน
  7. นายจ้างไม่มีสิทธิยกเลิกวีซ่าของลูกจ้าง
    มีเพียงกองตรวจคนเข้าเมือง DIAC (Immigration) เท่านั้นที่จะสามารถออกวีซ่า ยกเลิกวีซ่าหรือปฏิเสธการออกวีซ่าได้
  8. สำหรับผู้ที่ถือวีซ่า subclass 457 นายจ้างหรือผู้ให้การสนับสนุนจะต้อง
    • จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอย่างน้อยเท่ากับลูกจ้างคนอื่นที่ทำงานในตำแหน่งเดียวกันในสถานที่เดียวกัน หรือตามอัตราที่จ้างแรงงานท้องถิ่นทั่วไปในตำแหน่งเดียวกัน
    • จ้างแรงงานจากต่างประเทศเฉพาะในตำแหน่งหรืออาชีพที่อยู่ในรายการที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
    • ตรวจสอบให้ชัดเจนว่าแรงงานที่จ้างมานั้นไม่ได้ทำงานให้กับนายจ้างคนอื่นด้วย
    • ไม่สามารถจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดได้
    • สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินกลับให้ลูกจ้างด้วยหากลูกจ้างเขียนจดหมายร้องขอ หรือทาง DIAC ร้องขอ
    • ไม่หักเงินค่าจ้างของลูกจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากลูกจ้าง นอกเหนือไปจากการหักภาษี การขอวีซ่าประเภทนี้ไม่จำเป็นจะต้องใช้ Migration Agent สามารถยื่นเองได้ แต่หากใช้บริการ เอเจนต์ ต้องแน่ใจว่าเอเจนต์ที่เลือกใช้นั้นได้ลงทะเบียนเอเจนต์กับทาง MIRA (Migration Agents Registration Authority) เรียบร้อยแล้ว

สิทธิบัตร คือ สิทธิที่มอบความคุ้มครองให้แก่อุปกรณ์ (device) สสาร (substance) วิธีการหรือกระบวนการใหม่ มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และมีประโยชน์ เป็นสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย และให้สิทธิแก่เจ้าของสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ของตนในทางการค้าแต่เพียงผู้เดียวตลอดระยะเวลาการคุ้มครองตามสิทธิบัตร โดยมีพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2533 (Patent Act 1990) ของออสเตรเลียให้ความคุ้มครองสิทธิบัตร 2 ประเภท ได้แก่

  1. สิทธิบัตรมาตรฐาน (Standard Patent)

    คุ้มครองการประดิษฐ์ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 20 ปี ได้แก่ ผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีหรือ กระบวนการผลิต มีรายละเอียด ดังนี้

    Patent Act 1990
    Product: machine,apparatus,electrical
    Process: manufacture, extraction,communication
    Method: medical treatment, diagnosis, control systems
    Chemical: medical, industrial, agricultural
    Biotechnology: medical, industrial, agricultural
    Organism: microorganism, cell, plant, non-human animal
  2. สิทธิบัตรนวัตกรรม (Innovation Patent)

    เป็นสิทธิบัตรที่มีขั้นตอนการขอรับความคุ้มครองง่ายกว่าสิทธิบัตรมาตรฐาน (Standard Patent) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไม่แพง แต่มีระเวลาการคุ้มครองเพียง 8 ปี การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรนวัตรกรรมเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่ซับซ้อนเท่าสิทธิบัตรมาตรฐานได้รับสิทธิบัตรนวัตกรรมค่อนข้างรวดเร็ว มีลักษณะคล้ายกับอนุสิทธิบัตรของไทย ออสเตรเลียให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรนวัตกรรมแทนการให้ความคุ้มครองแก่อนุสิทธิบัตร (Petty Patent)

ระบบการให้ความคุ้มครอง

ใช้ระบบการจดทะเบียน โดยสิทธิบัตรที่ได้รับการจดทะเบียนเท่านั้นที่จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2533 (Patent Act 1990) ระบบการจดทะเบียนของออสเตรเลียใช้ระบบผู้ยื่นก่อนมีสิทธิดีกว่า (first to file) กล่าวคือ กฎหมายให้ความคุ้มครองบุคคลแรกที่ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ซึ่งมีลักษณะครบถ้วนตามเงื่อนไขที่จะได้รับการคุ้มครอง ดังนี้ ลักษณะการประดิษฐ์ที่จะขอรับความคุ้มครองทางสิทธิบัตรได้


Patent Act 1990
สิทธิบัตรมาตรฐาน สิทธิบัตรนวัตกรรม
1. Manner of manufacture 1. Manner of manufacture
2. การประดิษฐ์มีความใหม่ (Novelty) 2. Novelty
3. มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น (Inventive step) 3. Innovative step
4. มีประโยชน์ (Useful) 4. Useful
5. ไม่มีการใช้อย่างเป็นความลับ (Not secretly used) 5. Not secretly used

เงื่อนไขการได้รับการความคุ้มครอง

การประดิษฐ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิบัตรต้องมีลักษณะ ดังนี้

  1. เป็นลักษณะการผลิตอย่างหนึ่งตามความหมายของมาตรา 6 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิผูกขาด (section 6 of the statue of monopolies)
  2. เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งประดิษฐ์ที่ปรากฏมาก่อนวันยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตร ไม่ว่าใน ออสเตรเลียและในต่างประเทศแล้วพบว่ามีความใหม่ (Novelty) และ เกี่ยวกับขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น (Inventive step)
  3. มีประโยชน์ (Useful)
  4. ไม่ได้รับการเปิดเผยโดยผู้ขอรับสิทธิบัตร หรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้ขอรับสิทธิบัตรก่อนวันยื่นคำ ขอจดทะเบียนสิทธิบัตรครั้งแรก

สิ่งที่ไม่สามารถรับความคุ้มครองได้

  1. การสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับศิลปะ (Artistic Creations)
  2. แบบที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ (Mathematical Models)
  3. แผน (Plans)
  4. แบบแผน หรือกระบวนการที่เกี่ยวกับจิตใจทั้งหมด (Schemes or Other Purely Mental Processes)
  5. มนุษย์ (Human Being)
  6. กระบวนการเกี่ยวกับชีววิทยาสำหรับการให้กำเนิดมนุษย์ (The Biological Processes for Their Generation)

สิทธิของผู้ทรงสิทธิ

ผู้ทรงสิทธิในสิทธิบัตรมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้สิ่งประดิษฐ์เพื่อการแสวงหาประโยชน์ รวมทั้งอนุญาตให้ผู้อื่นใช้การประดิษฐ์เพื่อแสวงหาประโยชน์ได้ตลอดระยะเวลาความคุ้มครองของสิทธิบัตร ทั้งนี้ "การแสวงหาประโยชน์" หมายถึง

  1. กรณีที่การประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์ ผู้ทรงสิทธิสามารถผลิต ให้เช่า ขาย หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวด้วยวิธีอื่นใด การเสนอที่จะผลิต ให้เช่า ขาย หรือจำหน่ายด้วยวิธีอื่นใด ใช้นำเข้า หรือเก็บผลิตภัณฑ์ไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการกระทำดังที่กล่าวมา

  2. กรณีที่การประดิษฐ์เป็นวิธีการหรือกรรมวิธี ผู้ทรงสิทธิสามารถใช้วิธีการหรือกรรมวิธี หรือการกระทำใดๆ

ที่กล่าวไว้ในข้อที่ (1) เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลมาจากการใช้วิธีการหรือกรรมวิธีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผู้ยื่นคำขอจะมีสิทธิเช่นผู้ทรงสิทธิในสิทธิบัตรเมื่อได้มีการประกาศโฆษณารายละเอียดการประดิษฐ์ที่สมบูรณ์แล้ว

ขั้นตอนการขอรับความคุ้มครอง

  1. การเตรียมคำขอรับสิทธิบัตร (Patent Application)
  2. การยื่นตามระเบียบแบบแผน (Filing Fomalities)
  3. การประกาศโฆษณารายละเอียดตามที่กำหนดลงในวารสารราชการ (Publication of Prescribed Details in Official Jounal)
  4. การจัดแบ่งรายละเอียดการประดิษฐ์ที่สมบูรณ์ตามการจัดแบ่งหมวดหมู่สิทธิบัตรระหว่างประเทศ (Subject Matter of Complete Specification Classified Using International Patent Classification)
  5. การเตรียมบทสรุปการประดิษฐ์สำหรับการตรวจค้น (Abstracts Prepared for Search Material)
  6. การชำระค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่องสำหรับการร้องขอรับสิทธิบัตรที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ (Pay Continuation Fees for Unaccepted Patent Requests)
  7. การแนะแนวทางในการร้องขอให้มีการตรวจสอบ เว้นแต่ผู้ยื่นคำขอได้ปฏิบัติเช่นนั้นเรียบร้อยแล้ว(Direction to Request Examination Unless Applicant Has Already Done So)
  8. การร้องขอให้มีการตรวจสอบการประดิษฐ์ (Request for Examination)

มาตรการและสิทธิประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติ

ความตกลงทางการค้าเสรีไทยและออสเตรเลียเอื้อประโยชน์ให้นักลงทุนสัญชาติไทยเข้าไปลงทุนประกอบธุรกิจในออสเตรเลีย หากเป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นข้างมาก และดำเนินการไม่ขัดต่อกฎหมาย ก็สามารถเข้าไปจัดตั้งธุรกิจได้ทันทีโดยไม่มีข้อจำกัด ควรเน้นธุรกิจที่มีศักยภาพทางการแข่งขันกับบริษัทในท้องถิ่น และเป็นธุรกิจที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับในประเทศไทยหรือเป็นธุรกิจที่คนไทยมีความชำนาญเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในออสเตรเลีย นอกจากนี้ ควรเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก และเป็นกิจการขนาดเล็ก ได้แก่ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ธุรกิจสปา ธุรกิจขายปลีกสินค้าอาหาร ธุรกิจบริการซ่อมแซมรถยนต์ ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจสถาบันสอนภาษาไทย ธุรกิจเสริมสวย ธุรกิจบริการทำอาหารไทย ธุรกิจบริการสอนนวดแผนไทย เป็นต้น


กฎการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจที่เข้าไปลงทุนได้แต่มีข้อจำกัดบางประการ

  • ธุรกิจที่ต้องมีกรรมการอย่างน้อย 2 คน เป็นคนสัญชาติออสเตรเลีย อาทิ ธุรกิจสื่อสารมวลชน หนังสือพิมพ์ ธนาคาร บริการเผยแพร่เสียงแพร่ภาพ สายการบินภายในประเทศ และสายการบินระหว่างประเทศ
  • ธุรกิจที่ต้องมีนักจิตวิทยาที่พำนักในออสเตรเลีย เช่น บริการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคม และมานุษยวิทยา
  • ธุรกิจที่ต้องเข้าไปก่อนตั้งกิจการในออสเตรเลีย เช่น บริการให้เช่าทรัพย์สิน บริการประกันภัย บริการธนาคาร

กลุ่มธุรกิจที่คนสัญชาติไทยที่มีศักยภาพเข้าไปจัดตั้งและประกอบธุรกิจในออสเตรเลีย

  • ธุรกิจการค้าปลีกสินค้าอาหารในออสเตรเลีย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ให้แก่ประเทศไทยอีกช่องทางหนึ่ง
  • ธุรกิจร้านอาหารไทยในออสเตรเลียธุรกิจร้านอาหารไทยเป็นที่นิยมในออสเตรเลีย และ ติดอันดับ 1 ใน 3 ของร้านอาหารต่างชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ปัจจุบัน มีการดำเนินธุรกิจร้านอาหารไทยในออสเตรเลียประมาณ 800 แห่ง กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งผลักดันให้นักธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศตามนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก (Kitchen of the World)

การเปิดร้านอาหารไทยในออสเตรเลีย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  1. Licensed Restaurant - ร้านอาหารที่สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้ โดยต้องยื่นขอใบอนุญาตตามกฎหมาย Liquor Licensing Act และผู้ยื่นขออนุญาตต้องผ่านการทดสอบความรู้ด้านนี้
  2. Bring Your Own (B.Y.O.) ร้านอาหารประเภทนี้ไม่สามารถจำหน่ายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ให้แก่ลูกค้า แต่ลูกค้าสามารถนำเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้ามาดื่มในร้านได้

ธุรกิจเสริมสวยในออสเตรเลีย จัดเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้เงินลงทุนประมาณ 40,000- 150,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ให้บริการทั้งในลักษณะที่จัดตั้งเป็นร้าน และมีช่างเสริมสวยเดินทางไปให้บริการตามที่ต่างๆ ธุรกิจร้านเสริมสวยเป็นธุรกิจที่คนไทยมีศักยภาพในการแข่งขันสูงและเป็นธุรกิจบริการที่ยังขาดแคลนอยู่ในออสเตรเลีย


กิจการที่ไม่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติลงทุน

ธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนธุรกิจประเภทหนังสือพิมพ์ ธุรกิจการกระจายเสียง การขนส่งทางอากาศ และท่าอากาศยาน เนื่องจากมีผลต่อความมั่นคงของประเทศออสเตรเลีย กิจการที่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานออสเตรเลียก่อน

ธุรกิจบางประเภทที่กำหนดเงื่อนไขพิเศษสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
และต้องยื่นเสนอขออนุญาตจากรัฐบาลออสเตรเลียก่อน แบ่งเป็น 3 ประเภทหลักได้แก่

  1. ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง
  2. ธุรกิจด้านการเงิน การสื่อสาร การบิน ท่าอากาศยาน การขนส่งสินค้า หนังสือพิมพ์ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีการกำหนดเงื่อนไขเปิดรับการลงทุนแตกต่างกันไป
  3. ธุรกิจที่รัฐบาลออสเตรเลียกำหนดให้ต้องยื่นข้อเสนอขออนุญาตก่อน ได้แก่
    • การลงทุนที่ให้บริการอยู่แล้วในออสเตรเลีย และมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านดอลลาร์ ออสเตรเลีย
    • การลงทุนในธุรกิจใหม่มีมูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียขึ้นไป
    • การลงทุนในหลักทรัพย์ (portfolio investment) ตั้งแต่ร้อยละ 5 ขึ้นไปในธุรกิจ สื่อสารมวลชน
    • การลงทุนโดยตรงโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการต่างชาติ
    • การครอบครองผลประโยชน์บนที่ดินในตัวเมือง (รวมถึงผลประโยชน์ที่เกิดจากการเช่า

การหาเงินทุนและการแบ่งปันกำไรและการครอบครองผลประโยชน์ใน urban land corporations and trusts ที่เกี่ยวกับการครอบครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (ไม่ใช่เพื่อการอยู่อาศัย) ในกรณีที่อสังหาริมทรัพย์อยู่ภายใต้ heritage listing และมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียขึ้นไป)

ธุรกิจที่มีการลงทุนเกิน 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียหรือการลงทุนในธุรกิจบางประเภท
ได้แก่ ธนาคาร สื่อสารมวลชน การซื้อที่ดินและอาคารในเขตเมือง การขนส่งทางทะเล การขนส่งทางอากาศ เป็นต้น โดยจะต้องขออนุญาตจาก Foreign Investment Review Board แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามกฎหมาย Foreign Acquisition and Takeover Act

ที่มา: www.dtn.moc.go.th


กิจการที่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานทางภาครัฐ

ออสเตรเลียมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อม (SMEs) ที่มีมูลค่าการลงทุนน้อยกว่า 10 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สามารถเข้าลงทุนได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตก่อนการส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก ในออสเตรเลียส่วนใหญ่ จะจัดทำเป็นโครงการทั้งในระดับสหพันธ์รัฐ และระดับมลรัฐ เน้นการให้คำปรึกษา การให้บริการสารสนเทศ และการให้เงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือในการว่าจ้างที่ปรึกษาเข้ามาวางแผนธุรกิจ วิเคราะห์ การตลาด ช่องทางการส่งออก และการวิจัยพัฒนา ไม่ได้จัดทำในรูปแบบของกฎหมายส่งเสริมโดยเฉพาะ

โครงการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม SMEs ที่มีกฎหมายรองรับ คือ โครงการจัดตั้งกองทุนรวมพัฒนาตามกฎหมายกองทุนรวมพัฒนา ค.ศ. 1992 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนเพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินในรูปแบบกองทุนหุ้นแก่ SMEs โดยผู้ถือหุ้นในกองทุน และตัวกองทุนเองจะได้รับแรงจูงใจในรูปของการลดหย่อนภาษี


รูปแบบการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ

กฎหมายการลงทุนของออสเตรเลียเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนต่างชาติเข้าไปจัดตั้งธุรกิจในออสเตรเลีย ทั้งนี้ หากเป็นกิจการที่ลงทุนไม่มาก มีเงินลงทุนต่ำกว่า 5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือ 110 ล้านบาท ไม่ต้องขออนุมัติจาก Foreign Investment Review Board (FIRB) และหากเป็นการขอซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเขตเมืองเพื่อประกอบธุรกิจการค้าขาย ส่วนใหญ่จะได้รับอนุมัติ (รายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์ www.thaifty.com)


เมืองเศรษฐกิจที่น่าลงทุน

เมืองออสเตรเรีย

นครบริสเบนเป็นเมืองหลวง และเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจมีร้านอาหารไทยประมาณ 350 ร้าน รัฐควีนส์แลนด์มีคนไทยอาศัยอยู่โดยประมาณ 30,000 คน เป็นรัฐที่มีทรัพยากรธรรมชาติ จำนวนมาก อาทิ ถ่านหิน แร่เงิน ทองแดง อลูมิเนียม น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และเป็นผู้ส่งออกถ่านหินที่สำคัญของโลก และมีสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ เนื้อวัว สำลี ข้าวสาลี เป็นต้น อุตสาหกรรมที่น่าลงทุนในรัฐควีนส์แลนด์ ได้แก่

  • อุตสาหกรรมผลิตพลังงานทดแทน

    รัฐบาลควีนส์แลนด์ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านพลังงานทดแทน ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อน เป็นต้น เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น (คาดว่า การใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจาก 44,500 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง เป็น 69,000 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมงในปี ค.ศ. 2020) และลดภาระค่าใช้ไฟฟ้าในออสเตรเลีย รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

  • อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

    รัฐควีนส์แลนด์เป็นรัฐที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวออสเตรเลียและชาวต่างชาตินิยมไป เยือนมากประมาณจำนวน 17.5 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้และจีน เนื่องจากมีสภาพอากาศร้อน มีทะเลและปะการังที่สวยงาม มีโรงแรมที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ รัฐควีนส์แลนด์ยังเป็นที่ตั้งของบริษัทท่องเที่ยวที่สำคัญของออสเตรเลียคือ Flight Centre International และสายการบิน Virgin Blue

  • การลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่

    รัฐควีนส์แลนด์เป็นรัฐที่อุดมด้วยแร่ที่มีค่าต่างๆ เป็นจำนวน เมืองหลักที่มี การทำกิจการเหมืองแร่ ได้แก่ Brisbane, Mount Isa, Mackay, Gladstone และ Rockhampton เป็นต้น

นครซิดนีย์ เป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม เทคโนโลยี การศึกษา และการท่องเที่ยว มีร้านอาหารไทยประมาณ 1,000 ร้าน 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศมาจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ และได้รับการจัดระดับเศรษฐกิจอยู่ในระดับ AAA- โดย Standard Poor และมูดีส์มีคนไทยอาศัยอยู่ประมาณ 30,000 คน อุตสาหกรรมที่น่าลงทุนในรัฐนิวเซาท์เวสส์ ได้แก่

  • อุตสาหกรรมเหมืองแร่

    ในเขตตอนเหนือและตะวันตกของรัฐนิวเซาธ์เวลส์เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ ถ่านหิน ซึ่งล่าสุดบริษัทบ้านปู ได้ซื้อหุ้นของบริษัท Centennial Coal ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ เป็นเจ้าของเหมืองถ่านหิน จำนวน 10 แห่งในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ อาทิ บริเวณทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครซิดนีย์ Hunter Valley และเมือง Newcastle และสามารถผลิตแร่ถ่านหินได้จำนวน 10 พันล้านต่อปี

  • อุตสาหกรรมโรงแรมและร้านอาหาร

    นครซิดนีย์เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญระดับโลก ไทยสามารถหาโอกาสการลงทุนใน สาขาโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น กิจการโรงแรมของนักธุรกิจไทยในนครซิดนีย์ ได้แก่ 1) โรงแรม Amora ตั้งอยู่ในย่าน Circular Quay 2) โรงแรม Fraser Suite Sydney ซื้อกิจการโดยบริษัท TCC Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น 3) Oaks Hotel ซื้อกิจการโดย Minor Group (รวมถึงกิจการร้านกาแฟ Coffee Club) เป็นต้น นอกจากนี้ นักธุรกิจไทยอาจแสวงหาโอกาสการลงทุนในกิจการร้านอาหารไทย เนื่องจากอาหารไทยเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในออสเตรเลีย

  • การลงทุนในสาขาอื่นๆ

    ธุรกิจสาขาอื่น ๆ ในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ที่น่าลงทุน ได้แก่ นวด/สปา การค้าส่ง-ค้าปลีก เป็นต้น

มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับที่ 2 รองจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ มีนครเมลเบิร์นเป็นเมืองหลวง และเป็นศูนย์กลางประกอบธุรกิจ อุตสาหกรรม เทคโนโลยี การศึกษา และการท่องเที่ยว มีร้านอาหารไทยประมาณ 400 ร้าน และมีคนไทยอาศัยอยู่ในรัฐวิกตอเรียประมาณ 10,000 คน อุตสาหกรรมที่น่าลงทุนในรัฐวิกตอเรีย ได้แก่

  • อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

    รัฐวิกตอเรียเป็นรัฐสำคัญที่ผลิตและแปรรูปอาหาร ไวน์ นม เนยแข็งและผลไม้ส่งออกไปทั่วโลก มีการเกษตรที่เข้มแข็งและใช้ระบบการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี packaging ในระดับสูง (สามารถย่อยสลายได้ง่าย) และมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ผลิตอาหารที่มีคุณภาพ นักธุรกิจไทยจึงสามารถหาโอกาสการลงทุน/ร่วมทุนในธุรกิจการแปรรูปอาหาร เพื่อจำหน่ายในออสเตรเลียหรือส่งออกไปประเทศต่างๆ ทั่วโลก

  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ

    รัฐวิกตอเรียมีความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์และการผลิตยา เป็นผู้นำด้านการวิจัย stem cell ด้านการรักษาโรคมะเร็งและโรคติดต่อ สถาบันชั้นนำด้านการแพทย์ที่สนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวิภาพ Florey Neuro Science Institute (ติดหนึ่งในสิบสถาบันวิจัยชั้นนำของโลก) เป็นที่ตั้งของบริษัทผลิตเวชภัณฑ์ที่สำคัญของออสเตรเลีย คือ CSL และ Sigma รวมถึงมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล จึงมีความร่วมมือด้านการวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพระหว่างมหาวิทยาลัย นักธุรกิจไทยอาจหาโอกาสการลงทุนสาขาดังกล่าวโดยการลงทุนร่วมกับบริษัทของรัฐฯ

มีเมืองโฮบาร์ท เป็นเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางในการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ อุตสาหกรรมที่น่าลงทุนในรัฐแทสเมเนีย ได้แก่

  • อุตสาหกรรมอาหาร

    เนื่องจากรัฐแทสเมเนียมีที่ตั้งและสภาพอากาศที่แตกต่างจากรัฐอื่นของออสเตรเลีย จึงสามารถ ผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง เน้นตลาด niche market ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของรัฐ ได้แก่ เหล้าไวน์ องุ่น เชอร์รี่ อาหารออร์แกนิค กุ้งล็อบสเตอร์ หอยนางรม รวมทั้งพืชที่สามารถปลูกได้เฉพาะที่ เช่น โสม ดอกฝิ่นเพื่อทำยา รากวาซาบิ นักลงทุนไทยอาจหาโอกาสร่วมทุนในแทสเมเนียด้านอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อส่งออกไปตลาดอื่น ๆ ผู้ที่มีกำลังซื้อสูง

  • อุตสาหกรรมป่าไม้

    รัฐแทสเมเนียมีทรัพยากรป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของออสเตรเลีย มีความสามารถในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โอกาสของไทยในการลงทุนด้านป่าไม้ประกอบด้วยการปลูกป่าเพื่อส่งออกไม้ซุง การปลูกป่าเพื่อใช้ในโรงงานผลิตกระดาษ การตั้งโรงโรงงานผลิตไม้แปรรูป

มีเมืองแอดิเลดเป็นเมืองหลวง มีร้านอาหารไทยประมาณ 80 ร้าน รัฐเซาท์ออสเตรเลียมีคนไทยอยู่ประมาณ 30,000-40,000 คน อุตสาหกรรมที่น่าลงทุนในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ได้แก่

  • อุตสาหกรรมเหมืองแร่

    อุตสาหกรรมสำคัญของรัฐเซท์ออสเตรเลีย ได้แก่ ธุรกิจเหมืองแร่ โดยเฉพาะทองแดง ตะกั่ว สังกะสี ทองคำ เงิน และยูเรเนียม

  • อุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่น่าลงทุนหมายรวมถึงธุรกิจ Hospitality ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และอพาร์ตเมนท์ เนื่องจากนครแอดิเลดซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐเซาท์ออสเตรีเลีย ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดของประเทศออสเตรเลีย ยังมีชื่อเสียงด้านการผลิตไวน์ อาทิ Penfolds เหล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ย่าน Barossa Valley ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็น Seasonal

  • อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน

    รัฐเซาท์ออสเตรเลียมีศักยภาพในด้านการใช้พลังงานทดแทน เช่น แสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานคลื่น และ Geothermal และ hot rocks ซึ่งนักลงทุนไทยสามารถแสวงโอกาสลงทุนในสาขานี้ได้

มีนครเพิร์ธเป็นเมืองหลวง อุดมสมบูรณ์ด้วยเหมืองแร่ ทองคำ และเป็นแหล่งผลิตเพชรมากเป็นอันดับ 3 ของโลก มีร้านอาหารไทยประมาณ 100 ร้านและมีคนไทยอาศัยอยู่ประมาณ 10,000 คน อุตสาหกรรมที่น่าลงทุนในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ได้แก่

  • อุตสาหกรรมเหมืองแร่

    รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียมีจุดเด่นเรื่องอุตสาหกรรมเหมืองแร่ โดยมีบริษัทที่ทำเหมืองแร่ ขนาดกลางกว่า 90 บริษัท ที่ต้องการหา Partner ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนไทยในการลงทุนในลักษณะร่วมทุน (Joint Venture)

  • อุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่น่าลงทุนหมายรวมถึงธุรกิจ Hospitalityการท่องเที่ยวก็เป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเจริญเติบโต แม้ว่านครเพิร์ธจะเป็นเมืองธุรกิจ แต่รอบๆ ตัวเมืองก็เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ไร่ไวน์ใน Margaret River และ Swan Valley เป็นต้น ทำให้กิจการโรงแรมในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้น การลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจเป็นช่องทางหนึ่งของนักลงทุนไทยในพิจารณาไปลงทุนใน รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

  • อุตสาหกรรมพลังงาน

    รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียมีความก้าวหน้าเรื่องพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และเทคโนโลยีชีวภาพ และมีบริษัทที่ทำธุรกิจทางด้าน Green Technology และ Renewable Energy จำนวนมาก

พื้นที่ของรัฐนอร์ทเทิร์นแทริทอรีคิดเป็น 1 ใน 6 ของพื้นที่ขอประเทศออสเตรเลีย แต่มีประชากรประมาณร้อยละ 1 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ (ประมาณ 250,000 คน) มีนครดาร์วินเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองธุรกิจ รัฐนอร์ทเทิร์นแทริทอรีมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ แมงกานีส เหล็ก อลูมิเนียม เป็นต้น และมีภูมิอากาศคล้ายคลึงกับประเทศไทย ทางภาคเหนือของเขตปกครองฯ มีฤดูฝน (ช่วงเดือน ต.ค. – เม.ย.) และฤดูร้อน (ช่วงเดือน พ.ค. – ก.ย.) ส่วนภาคกลางและภาคใต้ของเขตปกครองฯ มีภูมิอากาศแห้งเกือบตลอดทั้งปี อุตสาหกรรมที่น่าลงทุนในเขตปกครองตนเองนอร์ทเทิร์นแทร์ริทอรี ได้แก่

  • อุตสาหกรรมการเกษตร

    ลู่ทางการลงทุนอุตสาหกรรมการเกษตรในเขตนอร์ทเทิร์นแทร์ริทอรี ได้แก่ อุตสาหกรรม อาหาร อาทิ ปศุสัตว์ การปลูกพืชสวน (horticulture) การทำสวนแบบผสมผสาน การเพาะเลี้ยง สัตว์น้ำ การเลี้ยงและผลิตสินค้าจากจระเข้ เป็นต้น ในปี ค.ศ. 2011 – 2012 อุตสาหกรรมอาหารของเขตนอร์ทเทิร์นแทร์ริทอรีมีมูลค่า 641.50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 จากปีที่แล้ว) โดยมีการผลิตในสาขาปศุสัตว์มากที่สุด (รวมถึงผลิตภัณฑ์จากจระเข้) (คิดเป็นร้อยละ 50.8) รองลงมาคือ พืชสวน อาทิ มะม่วง แตงไทย ผัก และดอกไม้ (ร้อยละ 31) และการประมง (รวมถึงการจับปลาและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ) (ร้อยละ 12.5) ล่าสุด รัฐบาลของเขตนอร์ทเทิร์นแทร์ริทอรีได้ผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้ขยายการทำกิจการบนพื้นที่เช่าเพื่อเลี้ยงสัตว์ (pastoral lease) ทำให้การเพาะปลูกพืชสวนหรือพืชอื่น ๆ สามารถทำได้บนพื้นที่ดังกล่าว

  • อุตสาหกรรมพลังงาน

    อุตสาหกรรมพลังงาน ได้แก่ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และพลังงานทดแทน จากการสำรวจ พบว่า เขตนอร์ทเทิร์นแทร์ริทอรีมีปริมาณน้ำมันสำรองบนฝั่ง (onshore reserves) มากกว่า 200 พันล้าน cubic feet (Tcf) และมีแนวท่อก๊าซบนฝั่งความยาวประมาณ 2,500 กิโลเมตร และออกจากฝั่ง (offshore) ความยาวประมาณ 500 กิโลเมตร เชื่อมนครดาร์วินกับแหล่งก๊าซที่ Bonaparte Basin (0.8 Tcf) แหล่งก๊าซ Bayu Undan (4 Tcf) และแหล่งก๊าซในออสเตรเลียตอนกลาง

    พลังงานทดแทนเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่น่าลงทุนในเขตนอร์ทเทิร์นแทร์ริทอรี ปัจจุบัน มีการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ใน Alice Spring ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเขตนอร์ทเทิร์นแทร์ริทอรี ส่วนพลังงานทดแทนด้านอื่น ๆ ได้แก่ พลังงานจากคลื่น ลม ชีวมวล (biomass) geothermal ขณะนี้ ยังไม่มีการลงทุนมากนัก

  • อุตสาหกรรมเหมืองแร่

    ปัจจุบัน เขตนอร์ทเทิร์นแทร์ริทอรีมีเหมืองที่ดำเนินการอยู่ 8 เหมือง นอกจากนี้ มี 3 เหมืองอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 14 เหมืองอยู่ระหว่างการขออนุญาตก่อสร้าง และอีก 2-3 เหมืองอยู่ระหว่างการศึกษา ทรัพยากรธรรมชาติที่มี ได้แก่ ยูเรเนียม ทอง บอกไซต์ ฟอสเฟต-แมงกานีส เหล็ก โพแทช เป็นต้น ทั้งนี้ จำนวนทรัพยากรมีมากกว่าปริมาณความต้องการภายในเขตปกครอง จึงจำเป็นต้องผลิตและส่งออกทรัพยากรไปยังรัฐต่าง ๆ ของออสเตรเลีย

  • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    เขตนอร์ทเทิร์นแทร์ริทอรีต้องการการลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงแรม 3 – 5 ดาวในนครดาร์วิน การบริการ (นวด/สปา) และร้านอาหาร จากสถิติ ที่พักในนครดาร์วินมีจำนวน 3,500 ห้อง และมีอุตสาหกรรมการบริการที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวค้างคืนได้ 750,000 คืนต่อปี ทั้งนี้ คาดว่า เขตนอร์ทเทิร์นแทร์ริทอรีต้องการการลงทุนที่พักอีก 250 ห้องต่อปี

เป็นที่ตั้งของกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของออสเตรเลีย และเป็นสถานที่ตั้งของหน่วยราชการของออสเตรเลียระดับสหพันธรัฐ (federal) และสำนักงานผู้แทนต่างประเทศ มีประชากรประมาณ 383,375 คน (ข้อมูลปี ค.ศ. 2012 – 2013) การลงทุนในเขต ACT ส่วนใหญ่จะเป็นด้านการพัฒนาและวิจัย (R&D) เทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัทที่มีการลงทุน ได้แก่ EDS, Hewlett Packard, Unisys และ Oracle เป็นต้น