กฎระเบียบที่ควรรู้

FTA กับประเทศต่างๆ

FTA ไทย - ออสเตรเลีย

ความตกลงทางการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย หรือ Thailand-Australia Free Trade Agreement (TAFTA) มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมสินค้าทุกรายการที่ค้าขายระหว่างกัน รวมทั้งการเปิดตลาดด้านบริการ การลงทุน และความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับการค้า มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548 โดยกำหนดให้ไทยและออสเตรเลียเริ่มเปิดเสรีทางการค้าทั้งในด้านสินค้า การบริการ และการลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดของออสเตรเลีย และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด เป็นต้น ความตกลง TAFTA กำหนดว่า ภายใน 3 ปี หลังจากความตกลงมีผลบังคับใช้ จะต้องมีการเจรจาเพิ่มเติม/ทบทวนในประเด็นดังต่อไปนี้ 1) การค้าบริการ 2) นโยบายการแข่งขัน และ 3) การทบทวนมาตรการป้องกันพิเศษ นอกจากนี้ ความตกลงฯ ยังกำหนดให้มีการเจรจาเพิ่มเติมด้านการจัดซื้อโดยภาครัฐ สรุปผลความตกลงเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2547 ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ดังนี้


  1. การเปิดเสรีการค้าสินค้า

    ออสเตรเลียลดภาษีให้ไทยเหลือร้อยละ 0 จำนวนกว่า 5,000 รายการ หรือคิดเป็นร้อยละ 83 ของรายการสินค้า ส่วนที่เหลือทยอยลดลงเหลือร้อยละ 0 ภายในปี พ.ศ. 2553 และ 2558 สำหรับไทยลดภาษีประมาณร้อยละ 49 ของรายการสินค้าเหลือร้อยละ 0 ณ วันที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ ส่วนที่เหลือทยอยลดลงเหลือร้อยละ 0 ภายในปี ค.ศ. 2010 และ 2015 สำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมบางรายการที่มีความอ่อนไหว เช่น สิ่งทอและเสื้อผ้า (ออสเตรเลีย) และเนื้อวัว เนื้อหมู นม เนย ชา และกาแฟ (ไทย) ภาษีจะเหลือร้อยละ 0 ภายใน 10, 15 และ 20 ปี โดยมีมาตรการปกป้องพิเศษ (special safeguards) สำหรับสินค้าบางรายการ

  2. การค้าบริการและการลงทุน

    ออสเตรเลียให้ไทยเข้าไปลงทุนในธุรกิจทุกประเภทได้ร้อยละ 100 ยกเว้น หนังสือพิมพ์ การกระจายเสียง การขนส่งทางอากาศ และท่าอากาศยาน แต่หากเป็นการลงทุนเกิน 10 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียต้องขออนุญาตก่อน และได้ผ่อนคลายเงื่อนไขการให้บุคลากรไทยเข้าไปให้บริการได้ ส่วนไทยเปิดให้ออสเตรเลียถือหุ้นข้างมากได้ถึงร้อยละ 60 สำหรับกิจกรรมย่อย ๆบางประเภท เช่น ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ หอประชุม มารีน่า และเหมืองแร่ เป็นต้น

  3. กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า

    สินค้าต้องมีคุณสมบัติของกฎถิ่นกำเนิดที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ก่อนในแต่ละรายการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ 1) สินค้าที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบในประเทศทั้งหมด (wholly obtained) เช่น สินแร่ สินค้าเกษตรกรรม และสินค้าที่ได้จากสิ่งมีชีวิตในประเทศ และ 2) การแปรสภาพอย่างเพียงพอ (substantial transformation) โดยการเปลี่ยนพิกัด (Change of Tariff Classification) เพราะการแปรรูป และใช้วัตถุดิบภายในไทย/ออสเตรเลียเป็นสัดส่วนสำคัญในการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 40 หรือร้อยละ 45 ของราคาสินค้า

  4. ความร่วมมือด้านต่างๆ

    ความตกลงที่จะร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้การค้าระหว่างกันมีความโปร่งใส และคล่องตัวมากขึ้น เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการด้านมาตรการสุขอนามัยเพื่อแก้ไขปัญหาของสินค้าที่ติดมาตรการด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์ ความร่วมมือในด้านพิธีการด้านศุลกากร มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา และนโยบายการแข่งขัน โดยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการจัดฝึกอบรม การสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างบุคลากรของทั้งสองประเทศ

  1. TAFTA มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของไทย ที่สำคัญคือช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศคู่แข่งในตลาดออสเตรเลียได้ดีขึ้น สำหรับสินค้าที่ไทยส่งออกไปออสเตรเลียอยู่แล้ว ผู้ส่งออกควรใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ พร้อมทั้งเร่งเจาะตลาดและขยายฐานการค้าไปยังประเทศอื่นๆ ขณะที่สินค้าที่ยังไม่เคยส่งออกมาก่อนผู้ส่งออก จำเป็นต้องเริ่มต้นบุกเบิกตลาดด้วยการแนะนำให้ผู้นำเข้าหรือผู้บริโภคในออสเตรเลียรู้จัก เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับสินค้าไทย ซึ่งน่าจะช่วยให้สินค้าส่งออกของไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดออสเตรเลียได้ในที่สุด
  2. ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและนวดสปาไทยมีโอกาสทำธุรกิจในออสเตรเลีย ซึ่งนับเป็นธุรกิจที่มีรายได้ดี และเป็นที่นิยมของชาวออสเตรเลีย
การลดภาษีของประเทศออสเตรเลีย
ลดเหลือร้อยละ 0 ทันที
สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม
ผักสด ผักแห้ง ผักกระป๋อง และแปรรูปผลไม้กระป๋อง และแปรรูปน้ำผลไม้กระป๋อง พาสต้า อาหารปรุงแต่งอื่นๆ ผลไม้สด/แห้ง กุ้ง อาหารทะเลสด ชา กาแฟ เครื่องเทศ ธัญพืช นำตาลและขนมจากน้ำตาล โกโก้ และของปรุงแต่งจากโกโก้ ของปรุงแต่งจากธัญพืชและนม ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้แทนยาสูบ สินแร่ รถยนต์ขนาดเล็ก รถปิคอัพ แชมพู เครื่องสำอางและบำรุงผิว ตู้เย็น โทรทัศน์สี เครื่องซักผ้า ผลิตภัณฑ์เซลามิค เครื่องประดับแท้ เครื่องประดับเทียม เกลือ หิน และของทำด้วยหิน ปูนขาว ซีเมนต์ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมัน ไม้และของทำด้วยเยื้อไม้ กระดาษ และเยื้อกระดาษหนังสือ และสิ่งพิมพ์อะลูมิเนียมและของทำด้วยอะลูมิเนียม นาฬิกา และส่วนประกอบของเล่น

การลดภาษีของประเทศออสเตรเลีย
ลดเหลือร้อยละ 0 ภายใน 5 ปี (ปี 2553)
สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม
  - เคมีภัณฑ์ (คงไว้ที่ร้อยละ 5 ในปี 2548)
- เม็ดพลาสติก (คงไว้ที่ร้อยละ 5 ในปี 2548)
- สบู่สิ่งปรุงแต่งที่ใช้ซักล้าง เทียน (คงไว้ที่ร้อยละ 4 ในปี2548)
- กระสอบและถุงใช้บรรจุ (ลดเหลือร้อยละ 12.5 ในปี 2548)
- รองเท้าและชิ้นส่วน (ลดเหลือร้อยละ 9 ในปี 2548)
- ชิ้นส่วนยานยนต์ (ลดเหลือร้อยละ5 ในปี 2548)
- เหล็กขึ้นรูปต่างๆ (คงไว้ที่ร้อยละ 4 ในปี 2548)
- ผลิตภัณฑ์เหล็ก (คงไว้ที่ร้อยละ 5 ในปี 2548)
- เครื่องปรับอากาศ (ลดเหลือร้อยละ 5 ในปี 2548)
- เครื่องรับวิทยุ (ลดเหลือร้อยละ 5 ในปี 2548)
- ยางรถยนต์ (ลดเหลือร้อยละ 5 ในปี 2548)
- ถุงมือยาง (ลดร้อยละ 5 ในปี 2548)
- เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน (ลดเหลือร้อยละ 5 ในปี 2548)
- เคมีภัณฑ์เบ็ดเตล็ด (ลดเหลือร้อยละ 5 ในปี 2548)
- ฝ้าย เส้นใยยาวและใยสั้นประดิษฐ์ (ลดเหลือร้อยละ 5 ในปี 2548)
- สักหลาดและผ้าไม่ทอ (ลดเหลือร้อยละ 5 ในปี 2548)
- แก้วและเครื่องแก้ว (ลดเหลือร้อยละ 5 ในปี 2548)
- เครื่องจักร (ลดเหลือร้อยละ 5 ในปี 2548)
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ทัศนศาสตร์ (ลดเหลือร้อยละ 9 ในปี 2548 ลดเหลือร้อยละ 8 ในปี 2551 และเหลือร้อยละ 5 ในปี 2552)
- เสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอ (ลดเหลือร้อยละ 12.5 ในปี 2548 และลดเหลือร้อยละ 5 ในปี 2553)
- ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก (ลดเหลือร้อยละ 12.5 ในปี 2548 และลดเหลือร้อยละ 5 ในปี 2553)
  จุดเด่นของออสเตรเลีย โอกาสทางการค้า/ผลประโยชน์
1. เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และแร่ธาตุที่สำคัญ และอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก เช่น ทองคำ พลอย และเหล็ก เป็นต้น อาจใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบเพื่อนำมาใช้ในการผลิต เช่น ทองรูปพรรณ อัญมณี และเครื่องประดับ และเหล็กเหล็กขึ้นรูปต่างๆ เป็นต้น
2. มีความเจริญก้าวหน้าด้านวิชาการในแขนงต่างๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศการเกษตร รวมทั้งสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นต้น ความร่วมมือด้านวิชาการกับออสเตรเลียจะช่วยในการพัฒนาเทคโนโลยีและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและแข่งขันให้กับประเทศไทย เช่น การเลี้ยงโคเนื้อ และโคนม เป็นต้น
3. ปัจจุบันโครงสร้างการผลิตในประเทศจะมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อทดแทนจุดอ่อนในด้านค่าจ้างแรงงานที่สูง นอกจากนั้น มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่เดิมส่งออกในลักษณะวัตถุดิบ เป็นการเปิดโอกาสในการเข้าสู่ตลาดสำหรับสินค้าที่ยังต้องการแรงงาน รวมทั้งอาจเป็นโอกาสสำหรับสินค้าประเภทชิ้นส่วนอุปกรณ์สำหรับเทคโนโลยีต่างๆ
4. มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการค้ากับประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ อาจใช้ออสเตรเลียเป็นฐานการกระจายสินค้าไปยังประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้
5. มีฤดูกาลที่ตรงข้ามกับไทย ผักผลไม้เขตร้อนแม้ว่าจะปลูกได้ในออสเตรเลีย แต่สินค้าจากไทยสามารถเข้าไปเสริมในช่วงนอกฤดูกาลของออสเตรเลียได้ เสื้อผ้าตามฤดูกาลจะมีช่วงส่งมอบที่ตรงข้ามกับยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น จึงอาจช่วยให้ผู้ผลิตไทยสามารถใช้กำลังการผลิตได้เต็มที่ตลอดทั้งปี
6. มีประชากรจากประเทศในแถบเอเชียซึ่งย้ายถิ่นฐานมายังออสเตรเลียจำนวนมาก กลุ่มผู้บริโภคดังกล่าวเป็นกลุ่มผู้ซื้อสินค้าไทยที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับสินค้าประเภทอาหารและผักผลไม้ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น

ตารางที่ 1 : มูลค่าการส่งออกไทยไปออสเตรเลียนับตั้งแต่มีผลบังคับใช้ข้อตกลงTAFTA
เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548

ปี พ.ศ. จำนวนการส่งออกทั้งสิ้น (มูลค่า: ล้านบาท)
2548 127,100.5
2549 165,246.6
2550 204,711.1
2551 263,181.5
2552 291,955.8
2553 297,098.7
2554 241,047.2
2555 301,816.0
2556 312,644.9
2557 136,941.8

นับตั้งแต่มีการทำข้อตกลงทางการค้าเสรีระหว่างไทยออสเตรเลียโดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548 ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าจากไทยไปออสเตรเลียเพิ่มขึ้นตามลำดับ ดังจะเห็นได้จากตารางที่ 1 ด้านบน มีเพียงช่วงปี พ.ศ.2554 ที่ปริมาณมูลค่าการส่งออกของไทยลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาในยุโรป ส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุนไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หลังจากวิกฤติการณ์ดังกล่าว มูลค่าการส่งออกของไทยก็กลับมาเพิ่มขึ้นตามลำดับนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน


ตารางที่ 2 : สินค้าส่งออกไปออสเตรเลียสูงสุด 4 ลำดับแรก ปี พ.ศ.2557

ประเภทสินค้าส่งออก มูลค่า (ล้านบาท)
รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 59,533.9
เม็ดพลาสติก 6,108.1
อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 4,647.3
ผลิตภัณฑ์ยาง 4,421.3

ที่มา : ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

  1. คนไทยสามารถเข้าไปลงทุนในธุรกิจบริการ และผลิตสินค้าได้ร้อยละ 100
    ยกเว้น ในหมวด หนังสือพิมพ์ ธุรกิจกระจายเสียง การบินระหว่างประเทศ และท่าอากาศยาน เนื่องจากมีผลกระทบต่อ ความมั่นคง อย่างไรก็ตาม หากมีการลงเกิน 10 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 300 ล้านบาท) จะต้องมีการขออนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนต่างประเทศของออสเตรเลีย
  2. ออสเตรเลียเปิดโอกาสให้คนไทยทำธุรกิจประเภทต่างๆ ได้มากกว่าสมาชิกอื่นใน WTO หลายประเภท
    ได้แก่ ที่ปรึกษากฎหมาย การตกแต่งภูมิทัศน์ ซ่อมรถยนต์ สถาบันสอนทำอาหาร สอนภาษาไทย สอนนวดแผนโบราณ ร้านอาหารไทย และเหมืองแร่ เป็นต้น
  3. ผลประโยชน์หลักอื่นๆ ที่ไทยจะได้รับจากการเปิดเสรีธุรกิจบริการของออสเตรเลีย ได้แก่
    • การผ่อนคลายเงื่อนไขการเข้าไปทำงาน โดยยกเลิก Labor Market Test ซึ่งทำให้สามารถ จ้างคนไทยเข้าไปทำงานได้เลย ไม่ต้องรอประกาศจ้างคนออสเตรเลียก่อน ทำให้สามารถเข้าไปทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น
    • การอนุญาตให้คนไทยที่ได้รับการว่าจ้างจากธุรกิจในออสเตรเลีย และได้รับสัญญาว่าจ้าง เข้าไปทำงานได้ 3 ปี และพ่อครัวไทยเข้าไปทำงานได้ 4 ปี และสามารถต่ออายุได้ไม่เกิน 10 ปี ในขณะที่ออสเตรเลียไม่เปิดตลาดการทำงานในลักษณะนี้ให้แก่ประเทศอื่น
    • การอนุญาตให้คู่สมรส และผู้ติดตามคนไทยที่โอนย้ายไปทำงานกับสาขาของบริษัทไทยที่ ตั้งอยู่ในออสเตรเลียในตำแหน่งผู้บริหาร ผู้จัดการ หือผู้เชี่ยวชาญ สามารถทำงานในออสเตรเลียได้ในช่วงเวลาเดียวกันกับคนไทยที่โอนย้าย
    • การอนุญาตให้พ่อครัวไทยที่ได้รับหนังสือรับรองของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และมีสัญญา จ้างแรงงาน สามารถเข้าไปทำงานได้เป็นเวลา 4 ปี โดยไม่ต้องเทียบคุณสมบัติจากออสเตรเลียอีก
    • การอนุญาตให้นักเรียน นักศึกษาไทยที่เข้าไปศึกษา/ ท่องเที่ยวในออสเตรเลียสามารถ ทำงานได้ ภายใต้โครงการ Working Holiday Scheme กรอบความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในรูปของประสบการณ์ที่นักเรียน นักศึกษาไทยจะได้รับ

หมายเหตุ: รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.thaifta.com และ www.dtn.go.th

ที่มา : แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • สืบค้นจาก : www.austrade.gov.au
  • ที่มา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์. สืบค้นจาก : www.dtn.go.th
  • ที่มา กรมศุลกากรออสเตรเลีย, สินค้าห้ามนำเข้าและส่งออกประเทศออสเตรเลีย. สืบค้นจาก : www.customs.gov.au
  • ที่มา เศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ. สืบค้นจาก : http://www.thaibiz.net/th/market/Commonwealth-of-Australia
  • สืบค้นจาก : www.gotoknow.org


FTA ออสเตรเลียกับประเทศต่าง ๆ

นอกจากไทย ออสเตรเลียมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศอื่น ๆ ดังนี้

1. ความตกลงเขตการค้าเสรีฯ ที่มีผลบังคับใช้แล้ว ได้แก่

  • อาเซียน - ออสเตรเลีย - นิวซีแลนด์ (ASEAN - Australia - New Zealand Free Trade Agreement - AANZFTA) มีผลใช้บังคับเมื่อ ปี พ.ศ. 2553
  • ออสเตรเลีย สิงคโปร์ (Singapore - Australia Free Trade Agreement - SFTA) มีผล ใช้บังคับเมื่อปี พ.ศ. 2546
  • ออสเตรเลีย - สหรัฐอเมริกา (Australia - United States Free Trade Agreement - AUSFTA) มีผลใช้บังคับเมื่อปี พ.ศ. 2548
  • ออสเตรเลีย - ชิลี (Australia - Chile Free Trade Agreement - มีผลใช้บังคับเมื่อปี พ.ศ. 2552)
  • ออสเตรเลีย - มาเลเซีย (Malaysia - Australia Free Trade Agreement - MAFTA) มีผลใช้บังคับเมื่อปี พ.ศ. 2556

2. ความตกลงเขตการค้าเสรีฯ ที่ลงนามแล้ว แต่ยังไม่ผลบังคับใช้ ได้แก่

  • ออสเตรเลีย - ญี่ปุ่น (Japan - Australia Economic Partnership Agreement - JAEPA) ลงนามเมื่อปี พ.ศ. 2557 ที่กรุงบแคนเบอร์รา
  • ออสเตรเลีย - เกาหลี (Korea - Australia Free Trade Agreement - KAFTA) ลงนามเมื่อปี พ.ศ. 2557 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี

3. ความตกลงการค้าเสรีฯ ที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาตกลงเขตการค้าเสรีฯ ได้แก่

  • ออสเตรเลีย - จีน (Australia - China Free Trade Agreement)
  • ออสเตรเลีย - อินเดีย (Australia - India Comprehensice Economic Cooperation Agreement)
  • ออสเตรเลีย - อินโดนีเซีย (Indonesia - Australia Comprehensive Economic Partnership Agreement)
  • ออสเตรเลีย - กลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ (Australia - Gulf Cooperation Council Free Trade Agreement)
  • ออสเตรเลีย - ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ (Pacific Agreement on Closer Economic Relations Plus)
  • ออสเตรเลีย - ประเทศในอาเซียน - ประเทศที่ทำความตกลงเสรีกับอาเซียน (Regional Comprehensive Economic Partnership - RCEP)
  • ออสเตรเลีย - สหรัฐอเมริกา - สหภาพยุโรป (Trade in Services Agreement - TiSA)
  • ออสเตรเลีย - ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership Agreement - TPP)