กฎระเบียบที่ควรรู้

ต้นทุนทางธุรกิจ

ภาษีธุรกิจ

ภาษีนิติบุคคล

ธุรกิจและบริษัทต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาล เป็นการเสียภาษีในรูปแบบของภาษีนิติบุคคลที่ธุรกิจหรือบริษัทได้รับรายได้ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการ โดยรัฐบาลได้จัดเก็บภาษีในรูปแบบคงที่ในอัตราร้อยละ 30 ของรายได้ที่ได้รับ ซึ่งแตกต่างจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เก็บภาษีแบบก้าวหน้า

ภาษีบุคคลธรรมดา

บุคคลธรรมดาเมื่อมีรายได้เกินจำนวนที่กำหนดในแต่ละปีภาษี ซึ่งคิดคำนวณรายได้จากเงินเดือน รายได้จากธุรกิจ และดอกเบี้ยที่ได้รับเงินฝากธนาคารหรือจากการลงทุนอื่นๆ จะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจัดเก็บในรูปแบบของภาษีก้าวหน้า เกณฑ์การเสียภาษีในปัจจุบันต้องมีรายได้ขั้นต่ำที่ 18,200 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี

ตารางที่ 3: อัตราภาษีบุคคลธรรมดาของออสเตรเลียในปี ค.ศ. 2014-2015

รายได้ต่อปี (ดอลลาร์อสเตรเลีย) อัตราภาษี
0 - 18,200 0%
18,201 - 37,000 จ่าย 19 C ต่อ 1 A$ (คิดตั้งแต่ 18,201 A$ ขึ้นไป)
37,001 - 80,000 จ่าย 3,572 A$ + 32.5 C ต่อ 1 A$ (คิดตั้งแต่ 37,001 A$ ขึ้นไป)
80,001 – 180,000 จ่าย 17,547 A$ + 37 C ต่อ 1 A$ (คิดตั้งแต่ 80,001 A$ ขึ้นไป)
180,001 ขึ้นไป จ่าย 54,547 A$ + 45 C ต่อ 1 A$ (คิดตั้งแต่ 180,001 A$ ขึ้นไป)

หมายเหตุ: C คือ เซนต์ และ A$ คือ ดอลลาร์ออสเตรเลีย


การจ้างแรงงาน

ธุรกิจที่ต้องการจ้างแรงงานในออสเตรเลียต้องทราบระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้ เนื่องจากเงื่อนไขการจ้างงานมีความยืดหยุ่น นายจ้างจึงควรพิจารณารูปแบบของการจ้างงานที่ดีที่สุดให้เหมาะกับความต้องการทางธุรกิจ หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญของรัฐบาลออสเตรเลียในการบริหารจัดการระบบการจ้างงานคือ Fair Work Ombudsman (FWO) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ http://www.fairwork.gov.au/

การจ้างงานในออสเตรเลียมีหลายรูปแบบ แต่ละธุรกิจมีระดับความยืดหยุ่นและความมั่นคงในงานที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อสัญญาการจ้างงานและผลประโยชน์ที่จะได้รับ โดยลูกจ้างทุกคนในออสเตรเลียจะได้รับสิทธิตามกฎหมาย ข้อตกลง และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย

อัตราค่าจ้างที่กําหนดไว้ตามกฎหมาย (awards)
อยู่ในระบบของ Fair Work Ombudsman (FWO) เกือบทุกประเภทงานได้รับความคุ้มครองจากอัตราค่าจ้างสมัยใหม่ (Modern Award) ซึ่งกําหนดรายละเอียดทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง อัตราค่าจ้างมีความแตกต่างกันไปตามประเภทของอุตสาหกรรมและอาชีพที่ต่างกัน

ข้อตกลง (agreement) งานภายใต้ข้อตกลงทางอุตสาหกรรม
(ปกติเรียกว่า ข้อตกลงวิสาหกิจ หรือ enterprise agreement) ข้อตกลงเป็นตัวกําหนดสิทธิของลูกจ้างที่พึงได้และความรับผิดชอบในฐานะลูกจ้างเฉพาะสถานที่ทำงานนั้นๆ ข้อตกลงวิสาหกิจต่างจากอัตราค่าจ้างคือ จะมีการเจรจาต่อรองกันสําหรับข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

ธุรกิจแต่ละประเภทกำหนดค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอาชีพและระดับของหน้าที่การงาน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากเครื่องมือ (pay tools) ที่ใช้ค้นหาค่าแรงขั้นต่ำมี 4 รูปแบบ ดังนี้

  1. Pay Check Plus
    ใช้ในการค้นหาค่าแรงขั้นต่ำและค่าล่วงเวลา และสามารถคำนวณค่าแรงต่อชั่วโมงหรือทั้งสัปดาห์ได้ด้วย
  2. Pay Rates Calculator
    ใช้ค้นหาค่าแรงในแต่ละสาขาอาชีพ
  3. Pay and Conditions Guides
    ใช้ค้นหาข้อมูลค่าแรงและบทบัญญัติของการทำงาน แต่ละประเภท
  4. Trainee Wage Calculators
    ใช้ค้นหาค่าแรงสำหรับการฝึกงานในแต่ละสาขาอาชีพ

ออสเตรเลียกำหนดค่าแรงขั้นต่ำมาตรฐานไว้ที่ 16.87 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อชั่วโมง หรือ 640.90 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อสัปดาห์สำหรับการจ้างงานแบบเต็มเวลา และ 21.08 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อชั่วโมงสำหรับลูกจ้างที่ทำงานเป็นครั้งคราว (casual workers) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา หากเป็นการฝึกงาน (apprenticeship) จะได้ค่าจ้างคิดเป็นร้อยละของการจ้างงานเต็มเวลา รายละเอียดตามตารางที่ 4

ตารางที่ 4 : การฝึกงานมีการคำนวณค่าจ้างคิดเป็นร้อยละของการจ้างงานเต็มเวลา

ปีที่ ค่าแรงคิดเป็นร้อยละของอัตราเต็มเวลา ค่าแรงขั้นต่ำอัตราต่อชั่วโมง
1 55% $10.49
2 65% $12.39
3 80% $15.25
4 95% $18.11

ค่าแรงขั้นต่ำสำหรับผู้พิการสามารถแบ่งได้ 2 แบบคือ

  1. หากความพิการไม่ได้มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานจะได้รับค่าแรงเทียบเท่ากับบุคคลทั่วไปแต่
  2. หากความพิการมีผลต่อการทำงานจะต้องคำนวณเป็นร้อยละของความสามารถในการทำงานเปรียบเทียบกับบุคคลทั่วไป และรับค่าจ้างเป็นอัตราส่วนตามความสามารถ

กองทุนเงินบำนาญ (superannuation)

เป็นเงินสะสมที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างในอัตราส่วนร้อยละ 9 ของค่าจ้าง แต่ไม่ใช่การหักออกจากค่าจ้าง เป็นเงินเข้ากองทุนสะสมให้กับลูกจ้างที่ จดทะเบียนไว้ ในกรณีที่ลูกจ้างไม่เคยได้รับเงินบำนาญมาก่อน นายจ้างสามารถแนะนำกองทุนที่นายจ้างมีอยู่แล้วให้กับลูกจ้างได้ เงินส่วนนี้เป็นเงินสะสมให้กับลูกจ้างตามเงื่อนไข ดังนี้

  • เกษียณอายุ หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป
  • เสียชีวิต โดยจะจ่ายให้กับทายาทตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในบัญชี
  • ปัญหาสุขภาพร้ายแรง และต้องมีการรับรองจากแพทย์อย่างเป็นทางการ
  • ผู้ที่ต้องการออกนอกประเทศออสเตรเลียอย่างถาวร ต้องมีการรับรองจาก Department of Immigration and Border Protectionของออสเตรเลียว่า ออกนอกประเทศอย่างถาวร

แรงงานต่างชาติที่ต้องการทำงานในออสเตรเลียต้องได้รับอนุญาตก่อนเริ่มทำงาน จึงควรศึกษาเงื่อนไขการดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผู้จ้างงานและแรงงานต่างชาติสามารถทำงานในออสเตรเลียโดยไม่มีปัญหาตามมาในภายหลัง

สิ่งสำคัญที่ควรรู้สำหรับการจ้างแรงงานในออสเตรเลีย

  • ออสเตรเลียมีกฎหมายแรงงานคุ้มครองทุกคนที่ทำงานถูกต้องตามกฎหมายอย่าง เท่าเทียมกันทั้งชาวออสเตรเลียหรือแรงงานต่างชาติ
  • แรงงานต่างชาติทุกคนที่จะทำงานในออสเตรเลียต้องมีวีซ่าอย่างถูกต้องและได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ วีซ่าชั่วคราวที่อนุญาตให้ผู้ถือวีซ่าทำงานในออสเตรเลีย เช่น วีซ่า work & holiday วีซ่านักเรียน และวีซ่า subclass 457 วีซ่าที่ไม่อนุญาตให้ทำงาน ได้แก่ วีซ่าท่องเที่ยว เป็นต้น
  • วีซ่า work & holiday นั้น ผู้ถือวีซ่านี้ไม่สามารถทำงานกับผู้จ้างงานคนเดิมได้เกินกว่า 6 เดือน
  • วีซ่านักเรียนอนุญาตให้ทำงานได้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสองสัปดาห์
  • ผู้จ้างงานมีหน้าที่ตรวจสอบสถานะของวีซ่าและการอนุญาตทำงานของลูกจ้าง ดังนั้น ผู้จ้างงานอาจขอดูพาสปอร์ตเพื่อตรวจสอบสถานะวีซ่าของลูกจ้าง โดยการตรวจสอบจะต้องได้รับอนุญาตจากลูกจ้างก่อน
  • ผู้จ้างงานไม่มีสิทธิยกเลิกวีซ่าของลูกจ้าง มีเพียง Department of Immigration and Border Protection เท่านั้นที่จะสามารถออกวีซ่า ยกเลิกวีซ่า หรือปฏิเสธการออกวีซ่าได้
  • สำหรับผู้ที่ถือวีซ่า subclass 457 ซึ่งเป็นแรงงานที่มีทักษะ (skilled worker) สามารถทำงานได้ 4 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้จ้างงานหรือสปอนเซอร์ มีเงื่อนไขดังนี้
    1. ต้องจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างเท่ากับลูกจ้างคนอื่นที่ทำงานในตำแหน่งเดียวกัน
    2. ต้องจ้างแรงงานจากต่างประเทศเฉพาะในตำแหน่งหรืออาชีพที่อยู่ในรายการที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
    3. แรงงานที่จ้างมานั้นต้องไม่ทำงานที่อื่น
    4. ไม่สามารถจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดได้
    5. ต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินขากลับให้กับลูกจ้างด้วย หากลูกจ้างเขียนจดหมายร้องขอ
    6. ต้องไม่หักเงินค่าจ้างของลูกจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากลูกจ้าง นอกเหนือจากการหักภาษี

ออสเตรเลียมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสวัสดิการสังคมคือ Department of Human Servicesจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางสังคมและสาธารณสุขแก่ประชาชน หน่วยงานนี้มีหน้าที่ดูแลเรื่องการจ่ายเงินช่วยเหลือประเภทต่างๆ ปีละมากกว่า 90,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำปรึกษาและให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ประชาชน ประกอบด้วยหน่วยงานย่อย 6 หน่วย คือ

  • Centrelink
  • Medicare Australia (หน่วยงานประกันสุขภาพ)
  • Child Support Agency
  • CRS Australia
  • Australian Hearing
  • Health Services Australia

Centrelink มีสาขาอยู่ทั่วประเทศประมาณ 1,000 สาขา มีบุคลากรรวมทั้งสิ้น 25,000 คน หน้าที่หลักๆ คือ การช่วยหางาน (ประสานงานกับกระทรวงและหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจ้างงาน) การจ่ายเงินสงเคราะห์ครอบครัว เงินบำนาญ เงินสนับสนุนยังชีพแก่ผู้พิการและเด็ก ค่ารักษาพยาบาล จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ดูแลคนชรา คนพิการ หรือเด็กเล็ก เป็นต้น ในพื้นที่ที่มีจำนวนประชากรน้อย Centrelink จะไม่มีสำนักงาน แต่จะจ้างคนท้องถิ่นทำงานเป็นตัวแทนขององค์กรให้บริการประชาชนในเขตนั้น

รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณด้านบุคลากรให้ Centrelink แต่การดำเนินงานด้านต่างๆ Centrelink จะต้องเสนอโครงการว่า จะให้บริการประชาชนมากน้อยเพียงใด บริการประเภทใด และจะ คิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเท่าใด เมื่อกระทรวงต่างๆ พิจารณาแล้วเห็นว่า การจัดสรรงบประมาณสวัสดิการสังคมให้แก่ประชาชนและชุมชนโดยผ่าน Centrelink มีความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงทำสัญญากับ Centrelink

Centrelink จึงมีการทำงานคล้ายกับหน่วยงานเอกชน และเรียกผู้มาใช้บริการที่หน่วยงานของตนว่า “ลูกค้า” (customer) มิใช่ “ผู้ขอรับบริการ” (client) องค์กรจะกำหนดวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ ค่านิยมและปรัชญาในการทำงานโดยเน้นประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความพึงพอใจของลูกค้า และ การทำงานสังคมสงเคราะห์แบบมืออาชีพ และยึดหลักบริหารจัดการแผนใหม่อย่างเคร่งครัด การจ่ายเงินสงเคราะห์ประเภทต่างๆ แต่ละปีเป็นเงินจำนวน 60,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย มีลูกค้ามาใช้บริการ 6.5 ล้านคน/ปี การติดต่อทางจดหมาย 90 ล้านฉบับ ทางโทรศัพท์ 28 ล้านครั้ง และผ่านอินเตอร์เนตจำนวน 32.6 ล้านครั้ง นอกจากนี้ Centrelink ยังมีการบริการลูกค้าที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษ โดยจัดหาล่าม และทำเอกสารแนะนำการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐเป็นภาษาต่างๆ ถึง 80 ภาษา (ทั้งนี้ ในออสเตรเลียมีคนพูดภาษาต่างๆ ประมาณ 200 ภาษา)


ค่าเช่าต่างๆ

ออสเตรเลียแบ่งออกเป็น 6 รัฐและ 2 เขตการปกครอง ค่าเช่าโดยเฉลี่ยของสำนักงานในแต่ละรัฐ และค่าเช่าคลังสินค้าโดยเฉลี่ยปรากฏตามกราฟด้านล่าง


กราฟที่ 1: ราคาค่าเช่าสำนักงาน (US$/sqm/pa) ที่ตั้งในเมืองหลวงของรัฐต่างๆ ในออสเตรเลีย (สีแดง) ปี ค.ศ. 2013

ที่มา : CB Richard Ellis Global Research and Consulting June 2013


กราฟที่ 2 : การเปรียบเทียบราคาค่าเช่าสำนักงานแบบ prime และ secondary ในนครซิดนีย์ และนครเมลเยิร์น


ตารางที่ 5 : ค่าเช่าสำนักงานในนครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ปี ค.ศ. 2011

Type Prime Secondary
Low High Low High
Rental Net Face ($/sq m) 95 115 70 90
Capital Values ($/sq m) 1,100 1,300 700 950

ที่มา: Savills Research (2011)


ตารางที่ 6 : ค่าเช่าคลังสินค้าในรัฐนิวเซาท์เวลส์

ประเภท ขนาด (sqm) ราคาต่อขนาด (sqm)
Warehouse 250 $115
500 $110
1,000 $95-105
Office Warehouse 250 $125-130
500 $120
1,000 $105-115

ตารางที่ 7 : ค่าเช่าคลังสินค้าในรัฐวิกตอเรีย

Commencement Rent
Lease Term 1-5 years
Lease Areas (National) 100m², 200m² 300m², 600m², 900m²
$/M² per annum $147-168 $122-143

ตารางที่ 8 : อัตราค่าบริการเฉลี่ยในแต่ละรัฐ (6 รัฐ 2 เขตปกครอง)


ค่าไฟฟ้า
($/MWh)
ฐานปี 2557
ค่าน้ำประปา
($/kL)
ฐานปี
2554-55
ค่าใช้บริการโทรศัพท์ ค่าใช้บริการอินเตอร์เนต ค่าเชื้อเพลิง
รัฐนิวเซาท์เวลส์ 48.54 2.69 - - -
รัฐวิกตอเรีย 42.45 2.78 - - -
รัฐควีนส์แลนด์ 36.02 2.95 - - -
รัฐเซาท์ออสเตรเลีย 56.75 3.96 - - -
รัฐเวสเทิร์น
ออสเตรเลีย
- First 20 units/day
27.00 cents/unit
- 20-1650 units/day 30.57 cents/unit
- More than 1650 units 27.82 cents/unit
1.97 - - -
รัฐแทสเมเนีย 34.51 2.14 - - -

เขตปกครองตนเอง Australian Capital Territory
- 2.86 - - -
เขตปกครองตนเองนอร์เทิร์นแทริทอรี - 1.65 - - -

หมายเหตุ: ค่าใช้บริการโทรศัพท์ ค่าใช้บริการอินเตอร์เนต และค่าเชื้อเพลิงไม่มีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ แต่ความแตกต่างขึ้นอยู่กับบริษัทเครือข่ายผู้ให้บริการ

จากตารางที่ 8 พบว่า รัฐ South Australia มีค่าน้ำประปาเฉลี่ยต่อปีสูงสุดคือ 3.96 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ต่อกิโลลิตร ($/kL) ส่วนอันดับ 2 และ 3 คือ รัฐควีนส์แลนด์ และเขตปกครองตนเอง Australian Capital Territory ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าค่าน้ำเฉลี่ยของออสเตรเลียทั้งประเทศคือ 2.72 $/kL ในขณะที่เขตปกครองตนเองนอร์เทิร์นแทริทอรีมีค่าน้ำประปาเฉลี่ยรายปีต่ำสุดคือ 1.65 $/kL


อัตราค่าใช้บริการโทรศัพท์

ค่าใช้บริการโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเครือข่ายผู้ให้บริการ
รายละเอียดสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ผู้ให้บริการปรากฏด้านล่าง

ระบบโทรศัพท์ในออสเตรเลียมีผู้บริการรายใหญ่คือ Optus, Telstra, Vodafon และ Virginmobile นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอื่นๆ เช่น AAPT Primus และ Globe talk มีทั้งแบบรายเดือนและ แบบเติมเงิน (pre-paid) โปรโมชั่นที่ออสเตรเลียมีความใกล้เคียงกับประเทศไทยมาก

บัตรโทรศัพท์ สามารถซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ร้านขายหนังสือ ที่ทำการไปรษณีย์ หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ราคาบัตรละ 5, 10, 20 และ 50 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ปัจจุบัน บัตรโทรศัพท์ของ หลายบริษัทสามารถเพิ่มเงิน (top up) ด้วยการหักบัญชีธนาคารหรือซื้อมูลค่าเพิ่มทางอินเทอร์เนต ดังนั้น ก่อนซื้อบัตรโทรศัพท์ควรเปรียบเทียบราคาของแต่ละบริษัทก่อน เพราะมีราคาและโปรโมชั่นที่ต่างกัน

การโทรจากออสเตรเลียมาประเทศไทย การโทรกลับประเทศไทยจะต้องกด 0011 ซึ่งเป็นรหัสโทรทางไกลระหว่างประเทศ แล้วจึงตามด้วย 66 ซึ่งเป็นรหัสประเทศไทย แล้วตามด้วยรหัสจังหวัด และหมายเลขปลายทาง (สำหรับรหัสจังหวัดและโทรศัพท์มือถือให้ตัด 0 ออก) ตัวอย่างเช่น 0011 66 53 400 075 (หมายเลขปลายทาง คือ 053-4000-75) หรือถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือ เช่น 0011 66 8 1 716 3893 (หมายเลขปลายทาง คือ 081-716-3893)

การโทรจากประเทศไทยไปออสเตรเลีย การโทรจากประเทศไทยจะต้องกด 001 หรือ 007 หรือ 009 เพื่อเป็นรหัสการโทรทางไกลระหว่างประเทศ แล้วจึงตามด้วย 61 ซึ่งเป็นรหัสประเทศออสเตรเลีย แล้วตามด้วยรหัสเมือง และหมายเลขปลายทาง ตัวอย่างเช่น 001 61 2 9258 7730 (หมายเลขปลายทาง คือ 9258 7730) หรือถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือ เช่น 001 614 21 629 445 (หมายเลขปลายทางคือ 0421 629 445)

รหัสเมือง

  • 02 ACT และ NSW
  • 03 VIC และ TAS
  • 07 QLD
  • 08 NT, WA และ SA