สาระน่ารู้

การลงทุนด้านการเกษตรในออสเตรเลีย: โอกาสดีที่นักลงทุนไทยไม่ควรพลาด

การลงทุนด้านการเกษตรในออสเตรเลีย: โอกาสดีที่นักลงทุนไทยไม่ควรพลาด
ออสเตรเลียได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะเดียวกันก็เป็นทวีปที่เล็กที่สุดในโลกเช่นกัน  แม้ว่าออสเตรเลียจะมีพื้นที่กว้าง แต่มีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพและมีนวัตกรรมการเกษตรที่ทันสมัย ทำให้ออสเตรเลียมีศักยภาพในการผลิตและสามารถพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยเหตุนี้ออสเตรเลียจึงถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของโลก
การลงทุนด้านการเกษตรของต่างชาติในออสเตรเลีย
ออสเตรเลียเป็นประเทศ 1 ใน 10 อันดับแรกของโลกที่นักลงทุนจากต่างประเทศเลือกที่จะเข้าไปลงทุน ส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนด้านการเกษตร  ในช่วงปี พ.ศ. 2550 - 2557 การลงทุนด้านการเกษตรจากต่างประเทศในออสเตรเลียมีมูลค่า 12.6 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (คิดเป็นร้อยละ 1.5 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศในออสเตรเลียทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่า 844.8 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย) ประเทศที่ลงทุนในออสเตรเลียอันดับต้น ๆ ได้แก่ แคนาดา (ร้อยละ 24.8 ของการลงทุนภาคการเกษตรทั้งหมดในออสเตรเลีย) สหราชอาณาจักร (ร้อยละ 21.6) สหรัฐฯ (ร้อยละ 11.8) และนิวซีแลนด์ (ร้อยละ 4.3) และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศผู้ลงทุนด้านการเกษตรรายใหม่ที่สำคัญของออสเตรเลีย
    เมื่อกล่าวถึงการครอบครองที่ดินทางการเกษตร ข้อมูลจากสำนักงานสถิติของออสเตรเลียแสดงให้เห็นว่า ที่ดินที่ใช้เพื่อการเกษตรในออสเตรเลียเป็นของชาวออสเตรเลียร้อยละ 88 และร้อยละ 12 เป็นของ ชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ที่ดินที่มีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของเพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านเฮกตาร์ในปี พ.ศ. 2553 เป็น 50 ล้านเฮกตาร์ในปี พ.ศ. 2556 ส่วนใหญ่เป็นที่ดินในรัฐควีนส์แลนด์ และรัฐนอร์ทเทิร์นแทริทอรี่ ขณะที่ที่ดินในรัฐวิกตอเรียมีชาวต่างชาติถือครองน้อยที่สุด ปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติ 45 บริษัทครอบครองพื้นที่การเกษตร (farmland) ในออสเตรเลีย ส่วนใหญ่ใช้ในการเลี้ยงแกะ โคเนื้อ และปลูกธัญพืช การเลี้ยงโคเนื้อจะอยู่ในรัฐนอร์เทิร์นแทริทอรี่  รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย   รัฐนิวเซาท์เวลส์ และรัฐควีนส์แลนด์ บริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนเลี้ยงโคเนื้อ อาทิ บริษัท Great Giant Livestock จำกัด และบริษัท Santori ของอินโดนิเซีย และบริษัทจากจีนครอบครองพื้นที่เลี้ยงโคเนื้อใน   รัฐนอร์เทิร์นแทริทอรี่จำนวน 1.3 ล้านเฮกตาร์ ส่วนธุรกิจการผลิตเนื้อสัตว์ (meat processing) ส่วนใหญ่จะอยู่ในรัฐนอร์เทิร์นแทริทอรี่ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และรัฐควีนส์แลนด์ บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในธุรกิจนี้ ได้แก่ จีน (New Hope Fund) ที่ซื้อกิจการโรงฆ่าสัตว์ Kilcoy ในรัฐควีนส์แลนด์  บริษัท JBS ของบราซิลที่ผลิตเนื้อสัตว์ส่งให้ Woolworths ซึ่งเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ของออสเตรเลีย เป็นต้น
    ขณะที่การเลี้ยงแกะและผลิตเนื้อแกะจะอยู่ในรัฐวิกตอเรีย รัฐควีนส์แลนด์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐเซาท์ออสเตรเลีย และรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย บริษัทต่างชาติที่ลงทุน ได้แก่ บริษัท V&V Walsh   (รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย) ร่วมทุนกับบริษัท Heilongjiang Grand Farm Group ของจีน และรัฐบาลเขตปกครอง ตนเองมองโกเลียใน (Inner Mongolian Government) ผลิตและส่งเนื้อแกะ (box meat) ไปยังเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน นอกจากนี้ บริษัท Hasaad Foods ของกาตาร์ได้เข้าไปทำธุรกิจแปรรูปเนื้อแกะในออสเตรเลียตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 และต้องการที่จะขยายกิจการในออสเตรเลีย ปัจจุบัน บริษัทฯ ส่งออกแกะ ประมาณ 110,000 ตัวต่อปี
    สำหรับธุรกิจธัญพืช (grain) รัฐที่มีศักยภาพของออสเตรเลีย ได้แก่ รัฐควีนส์แลนด์ รัฐวิกตอเรีย  รัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐนิวเซาท์เวลส์ และรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย หลังจากที่รัฐบาลออสเตรเลียได้ผ่อนคลายกฎระเบียบด้านการตลาดและข้อตกลงเรื่องการส่งออกสินค้าธัญพืชในปี พ.ศ. 2551 ทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในด้านนี้จำนวนมาก ในปี พ.ศ. 2552 – 2553 บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในสาขานี้ ได้แก่ บริษัท Cargill ของสหรัฐอเมริกา และบริษัท Glencore ของสวิสเซอร์แลนด์ (คิดเป็นร้อยละ 18 และ 16 ตามลำดับของการผลิตธัญพืชในออสเตรเลีย) นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2554 ผู้ส่งออกข้าวสาลีในออสเตรเลียร้อยละ 50 เป็นชาวต่างชาติ มีบริษัท Hassad Australia ของกาตาร์ เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในสาขานี้ ซื้อที่ดินในรัฐเซาท์ออสเตรเลียกว่า 14,000 เฮกตาร์ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 73 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย นอกจากนี้ บริษัท Sumitomo ได้ซื้อหุ้นของบริษัท Emerald Grain ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของออสเตรเลีย และบริษัท Mitsui ซื้อหุ้นของบริษัท Plum Grove เพื่อขายสินค้าธัญพืชให้แก่ตลาดญี่ปุ่น จีน และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในสาขาผลิตภัณฑ์นม (dairy products) ในออสเตรเลียเช่นกัน ส่วนใหญ่ลงทุนในรัฐวิกตอเรีย และรัฐแทสเมเนีย การผ่อนคลายกฎระเบียบสำหรับผลิตภัณฑ์นมของรัฐบาลออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2543 ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในออสเตรเลียมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2554 ร้อยละ 50 ของการผลิตสินค้านมในออสเตรเลียเป็นการลงทุนจากต่างชาติ อาทิ บริษัท Saputo ของแคนาดา บริษัท Chobani ของสหรัฐฯ บริษัท Fonterra ของนิวซีแลนด์ บริษัท Monde Nissin ของฟิลิปปินส์ และบริษัท Parmalat and Lactalis ของฝรั่งเศส
    อุตสาหกรรมสัตว์ปีก (poultry) ในออสเตรเลีย มีบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุน ได้แก่ บริษัท Texas Pacific Group (TPG) ได้ซื้อกิจการของบริษัท Ingham Enterprises ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์ปีก มาเป็นเวลานานด้วยมูลค่า 880 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2556 ทำให้บริษัท TPG สามารถขยาย ธุรกิจสัตว์ปีกครอบคลุมพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันตกของนครซิดนีย์
การลงทุนของไทยในออสเตรเลีย
    ในปี พ.ศ. 2556  นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในออสเตรเลียในสาขาพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และการเกษตร มีมูลค่า 6.14 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นร้อยละ 0.7 และเป็นอันดับที่ 17 ของการลงทุนจากต่างประเทศในออสเตรเลีย แม้ฟังดูอาจไม่มากนัก แต่การลงทุนจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น 1.3 เท่านับจากปี พ.ศ. 2550 ซึ่งมีมูลค่า 4.64 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย หรือ Thailand – Australia Free Trade Agreement (TAFTA) ที่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548 โดยออสเตรเลียเปิดให้ภาคเอกชนไทยสามารถเข้าไปลงทุนในธุรกิจทุกประเภทได้ร้อยละ 100 ยกเว้นธุรกิจหนังสือพิมพ์ การกระจายเสียง การขนส่งทางอากาศ และท่าอากาศยาน หากเป็น   การลงทุนที่มีขนาดเกินกว่า 10 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณา  การลงทุนของต่างชาติ (Foreign Investment Review Board – FIRB) ก่อน
กฎระเบียบด้านการเกษตรและข้อดี-ข้อเสียของการลงทุนในออสเตรเลีย
    ออสเตรเลียขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีกฎระเบียบและข้อบังคับมากมายและสลับซับซ้อนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาออสเตรเลียไม่ค่อยเข้มงวดเรื่องการถือครองที่ดินเพื่อทำการเกษตรของต่างชาติมากนัก แต่จะมีกฎเกณฑ์พิจารณาการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร ได้แก่ หลักเกณฑ์เรื่องคุณภาพ และความพร้อมทางการเกษตรของออสเตรเลีย ความหลากหลายทางชีวภาพ การจ้างงานในชุมชน และที่สำคัญ ที่สุดคือ ความโปร่งใสและการพิจารณาผลประโยชน์ของชาติ (national interest) รัฐบาลปัจจุบันของนายโทนี่  แอ๊บบ๊อตมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติโดยจะลดมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อที่ดินในออสเตรเลียเพื่อทำการเกษตรจาก 252 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเป็น 15 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และจะพัฒนาระบบ Foreign Ownership Register for Agricultural Land เพื่อสร้างความโปร่งใสและเก็บข้อมูลที่ดินที่ครอบครองโดยชาวต่างชาติ ทำให้สามารถรับทราบแนวโน้มของการลงทุนจากต่างประเทศในภาคการเกษตรของออสเตรเลีย
    อุปสรรคของการลงทุนเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติควรคำนึงถึงก่อนเข้าไปลงทุนในออสเตรเลีย เช่นกัน แม้ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียจะให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปลงทุนในออสเตรเลีย แต่ออสเตรเลียก็ยังเป็นประเทศที่มีกฎระเบียบและข้อจำกัดมากมายเพื่อสร้างมาตรฐานและหลักประกันให้ชาวออสเตรเลีย นอกจากนี้ ออสเตรเลียไม่มีนโยบายดูแลนักลงทุนและมาตรการให้สิทธิประโยชน์ ด้านภาษีอย่างเช่น BOI ของไทย จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติเสียภาษีนิติบุคคลในอัตราที่ค่อนข้างสูง (ร้อยละ 28.5) นอกจากนี้ การที่ค่าแรงงานของออสเตรเลียมีราคาสูง (16.87 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อชั่วโมง สำหรับค่าเรงงานขั้นต่ำ) รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดก็เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิต สูงขึ้นตามไปด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียอาจจะส่งผลต่อการส่งออก – นำเข้าสินค้า และการผลิตสินค้าในออสเตรเลียด้วย
    อย่างไรก็ตาม การลงทุนในออสเตรเลีย โดยเฉพาะด้านการเกษตร มีข้อดีเช่นกัน เนื่องจากพื้นที่โล่งกว้างในลักษณะเป็นพื้นราบสูงและต่ำและปกคลุมด้วยหญ้า ทำให้เหมาะต่อการเพาะปลูกพืชแบบเป็นระบบ (mechanised farming) และการเลี้ยงปศุสัตว์ (โคเนื้อ โคนม และแกะ) แบบธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเรื่องอาหารสัตว์และแรงงาน นอกจากนี้ การผลิตสินค้าเกษตร อาทิ เนื้อวัว เนื้อแกะ และธัญพืชในออสเตรเลียจะทำให้นักลงทุนต่างชาติได้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีที่ออสเตรเลียมีกับประเทศต่าง ๆ จากกฎแหล่ง กำเนิดสินค้า และสามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้าของตนเอง โดยใช้ชื่อเสียงเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าของออสเตรเลียเพื่อป้อนตลาดภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ
    แม้ว่าออสเตรเลียจะเป็นประเทศหนึ่งที่มีกฎระเบียบเข้มงวด ซึ่งอาจสร้างปัญหาให้กับนักลงทุน  ต่างชาติ หากมองอีกมุมหนึ่ง นั่นอาจเป็นจุดแข็งที่ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจคุณภาพสินค้าที่ผลิตจากประเทศนี้ นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่สูงของออสเตรเลียจะผลักดันให้ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศต้อง ปรับตัวไปสู่การพัฒนาระบบการผลิตที่เป็นระบบและทันสมัยเพื่อลดต้นทุนการผลิตและทำให้การผลิตมี ประสิทธิภาพ ดังคำกล่าวที่ว่า “เหรียญมีสองด้าน” หากเรามองเพียงด้านเดียว เราอาจพลาดโอกาสที่ดีใน      การมองอีกด้าน เช่นเดียวกับการลงทุนในออสเตรเลีย หากมองเพียงแค่อุปสรรคและไม่ก้าวข้ามมันไป ก็จะทำให้นักลงทุนไทยพลาดโอกาสดี ๆ ที่รออยู่ก็เป็นได้
---------------------------------------------------------------------------
จัดทำโดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา
กุมภาพันธ์ 2558

02/25/2015



กลับหน้าหลัก