สาระน่ารู้

เรื่องเล่าจากแดนจิงโจ้ (ตอนที่ ๒)

เรื่องเล่าจากแดนจิงโจ้ (ตอนที่ ๒): รู้จักภูมิศาสตร์ของออสเตรเลีย



ทิพย์ศริน ภัคธนกุล และทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์
๑๙ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗)



ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใต้เส้นศูนย์สูตร มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เครือรัฐออสเตรเลีย (The Commonwealth of Australia)” เป็นสหพันธรัฐหรือรัฐรวม (Federal State) เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลียเกิดจากการรวมตัวกันของอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ๖ แห่งซึ่งปัจจุบันคือ รัฐทั้ง ๖ รัฐของออสเตรเลีย คือ รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland – QLD) รัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales - NSW) รัฐวิคตอเรีย (Victoria - VIC) รัฐแทสเมเนีย (Tasmania - TAS) รัฐออสเตรเลียใต้ (South Australia - SA) รัฐออสเตรเลียตะวันตก (Western Australia - WA) โดยเมื่อดินแดนเหล่านี้มารวมตัวกันก็จะมากำหนดว่ารัฐบาลกลางจะมีอำนาจมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะแตกต่างจากกรณีของประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐเดี่ยว (unitary state) กล่าวคือ ในประเทศไทยนั้น การกำหนดอำนาจของรัฐบาล แต่ละระดับจะเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับออสเตรเลีย เพราะรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ คือ ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และจะเป็นผู้กำหนดว่าจะกระจายอำนาจหรือภารกิจใดไปให้รัฐบาลท้องถิ่นบ้าง นอกจากนี้ยังสามารถเรียกคืนอำนาจที่กระจายไปแล้วกลับมาได้ตลอดเวลา

ก่อนที่จะอธิบายลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของออสเตรเลีย มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศนี้ที่อาจทำให้ผู้ที่ต้องการเดินทางมาศึกษาต่อหรือทำงานรู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น คือ ประเทศออสเตรเลียจัดเป็นประเทศที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตสูง ดังปรากฏในรายงานขององค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น จากรายงานการพัฒนามนุษย์ (Human Development Report) ของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme - UNDP) ที่เผยแพร่เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๓ (พ.ศ. ๒๕๕๖) และ ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗) เมื่อพิจารณาจากตัวชี้วัดต่างๆ เช่น ระดับรายได้ต่อหัว การเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุข ฯลฯ ออสเตรเลียถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับการพัฒนามนุษย์ระดับสูงมาก (Very high human development) และเป็นอันดับสองของโลกรองจากประเทศนอร์เวย์เท่านั้น นอกจากนี้ จากผลการสำรวจของ อิคอโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิท (Economist Intelligence Unit) ในบรรดาเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ๑๐ เมือง มีเมืองของออสเตรเลียติดอันดับถึง ๔ แห่งด้วยกัน คือ นครเมลเบิร์น (Melbourne) เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอันดับที่หนึ่ง นครแอเดอเลด (Adelaide) เมืองหลวงของรัฐออสเตรเลียใต้เป็นอันดับที่ห้า นครซิดนีย์ (Sydney) เมืองหลวงของรัฐนิวเซาท์เวลส์เป็นอันดับที่เจ็ด และ นครเพิร์ธ (Perth) เมืองหลวงของรัฐออสเตรเลียตะวันตกเป็นอันดับที่เก้า ล่าสุด บทความในหนังสือพิมพ์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา นิวยอร์ค ไทมส์ (New York Times) ได้อ้างอิงรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) ในเดือนตุลาคม ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗) ระบุว่า เขตปกครองนครหลวงของออสเตรเลีย (Australian Capital Territory – ACT) และกรุงแคนเบอร์รา (Canberra) เป็นเมืองหรือภูมิภาคที่น่าอยู่ที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายเมืองในออสเตรเลียจะได้รับการยกย่องในหลายด้านจากองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับโลกดังที่ได้อธิบายไปแล้ว แต่เราพึงตระหนักว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ไม่มีประเทศใดในโลกที่เป็นแดนสุขาวดีที่มีแต่ความสุข ความเจริญ ทุกประเทศล้วนมีปัญหาเฉพาะของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น ออสเตรเลียก็มิใช่ข้อยกเว้น ในปัจจุบันประเทศนี้ยังต้องเผชิญปัญหามากมาย ทั้งทางการเมืองที่ประชาชนไม่มีทางเลือกมากนักเพราะมีพรรคการเมืองใหญ่เพียง ๒ ขั้วที่สลับกันขึ้นบริหารประเทศ คือ พันธมิตรระหว่างพรรคลิเบอร์รัล (The Liberal Party of Australia) พรรคแนชั่นแนล (The National Party of Australia) พรรคลิเบอร์รัลแนชั่นแนล (The Liberal National Party of Queensland) ใน รัฐควีนส์แลนด์ และพรรคคันทรีลิเบอร์รัล (The Country Liberal Party) ในเขตปกครอง ทางตอนเหนือ ขั้วหนึ่ง กับพรรคเลเบอร์ (Australian Labor Party) อีกขั้วหนึ่ง เพื่อนชาวออสเตรเลียของผู้เขียนบางคนเคยพูดกับผู้เขียนว่า การเลือกตั้งของออสเตรเลียเป็นการเลือกตั้งระหว่างขั้วการเมืองที่ “bad” กับ “worse” คือ “แย่” กับ “แย่กว่า” เท่านั้น ปัญหาเศรษฐกิจที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่องเป็นผลให้โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งปิดกิจการไปในรอบหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่าง ชาวออสเตรเลียที่เป็นชาวตะวันตกผิวขาว หรือที่เราเรียกกันว่า “ฝรั่ง” กับ ชนพื้นเมืองที่เราเรียกว่า “อะบอริจินิส (Aborigines)” ปัญหาสาธารณสุขที่ประชาชนต้องรอรับการรักษาในแผนกฉุกเฉินในโรงพยาบาลของรัฐเป็นระยะเวลาอันยาวนานอย่างไร้ความหวัง (สถิติการรอคอยที่ยาวนานที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยได้รับทราบมา คือ ประมาณ ๙ ชั่วโมง แต่ระยะเวลา โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ ๔-๕ ชั่วโมง) ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้ป่า ภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปัญหาที่ประชาชนในภูมิภาคและชนบทถูกละเลยจากรัฐบาลทั้งรัฐบาลกลาง และรัฐบาลของรัฐ ส่งผลให้ขาดแคลนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เป็นต้น เพราะฉะนั้น ในการเดินทางมาศึกษาต่อหรือทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย เราจำเป็นต้องเตรียมตัว เตรียมใจ ที่จะมาเผชิญปัญหาต่างๆ เช่นเดียวกัน


ภูมิศาสตร์ของออสเตรเลีย

ประเทศออสเตรเลียมีเนื้อที่ประมาณ ๗,๖๙๒,๐๒๔ ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ ๖ ของโลก รองจากรัสเซีย แคนาดา จีน สหรัฐอเมริกา และบราซิล เนื่องจากออสเตรเลียมีลักษณะเป็นเกาะจึงเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย การเดินทางจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตก เช่น จากนครซิดนีย์ เมืองหลวงของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ทางฝั่งตะวันออก ไปยังนครเพิร์ธ เมืองหลวงของรัฐออสเตรเลียตะวันตก ใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินถึง ๕ ชั่วโมง เท่าๆ กับเที่ยวบินกรุงเทพฯ - ปักกิ่ง

ดินแดนฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียติดกับทะเลที่เป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น ทะเลคอรัล (Coral Sea) และทะเลแทสมัน (Tasman Sea) ซึ่งคั่นระหว่างออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ ทะเลนี้ตั้งชื่อตามนักสำรวจชาวเนเธอร์แลนด์ชื่อ อาเบล ทาสมัน (Abel Tasman) ผู้ค้นพบเกาะแทสเมเนีย และนิวซีแลนด์ เป็นคนแรก

อนึ่ง ในปัจจุบัน การแข่งขันหรือกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่มีคำว่า Trans-Tasman ปรากฏอยู่ จะหมายถึงการแข่งขันหรือกิจกรรมที่มีประเทศบน ๒ ฝั่งของทะเลแทสมัน คือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์เข้าร่วมด้วยเสมอ อนึ่ง แม้ว่า ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์จะมีประวัติศาสตร์และรากเหง้าจากสหราชอาณาจักรเหมือนกัน แต่ก็มิได้หมายความว่า สองประเทศนี้จะไม่มี ความขัดแย้งกัน หรือต้องสนับสนุนกันทุกเรื่องบนเวทีระหว่างประเทศ ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจน คือ เมื่อ ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ จากประเทศไทย สมัครชิงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การ การค้าโลก (World Trade Organisation - WTO) โดยต้องแข่งขันกับผู้สมัครซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ คือ ไมค์ มัวร์ (Mike Moore) ออสเตรเลียกลับเลือกสนับสนุน ดร.ศุภชัย โดยอดีตรองนายกรัฐมนตรี ทิม ฟิชเชอร์ (Tim Fischer) จากพรรคแนชั่นแนล เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น คือ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ยกย่อง ทิม ฟิชเชอร์ ว่า เป็นเพื่อนที่แท้จริงของประเทศไทย นอกจากนี้ ในกรณีที่ออสเตรเลียใช้มาตรการ มาตรการด้านสุขอนามัยกีดกันแอปเปิ้ลจากนิวซีแลนด์โดยปราศจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอย่างเพียงพอ นิวซีแลนด์ได้ฟ้องร้องออสเตรเลียในองค์การการค้าโลก ในที่สุด องค์การการค้าโลก ได้ตัดสินให้นิวซีแลนด์เป็นฝ่ายชนะคดี และออสเตรเลียต้องเปิดตลาดให้แอปเปิ้ลจากนิวซีแลนด์ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๔) เป็นต้นมา




ฯพณฯ ทิม ฟิชเชอร์ (Tim Fischer) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย ผู้สนับสนุน ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ ในการชิงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก

ทางด้านฝั่งตะวันตกของออสเตรเลียติดกับมหาสมุทรอินเดีย ทางตอนเหนือมีช่องแคบ ทอเรส (Torres Strait) คั่นระหว่างออสเตรเลียกับเกาะนิวกินี ซึ่งเป็นสมรภูมิสำคัญที่กองทัพออสเตรเลียและฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถสกัดกั้นการรุกคืบของกองทัพญี่ปุ่นได้สำเร็จ ส่งผลให้ออสเตรเลียปลอดภัยจากการรุกรานของญี่ปุ่น และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการรบทางบก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บริเวณช่องแคบทอเรสนี้ มีเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่มากมาย ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐควีนส์แลนด์ และมีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ ออสเตรเลียเรียกคนเหล่านี้ว่า ทอเรส สเตรท ไอร์แลนด์เดอร์ส (Torres Strait Islanders) เมื่อเราจำเป็นต้องกรอกเอกสารสำคัญต่างๆ ของในประเทศออสเตรเลียไม่ว่าจะเป็นเอกสารราชการ หรือสถานศึกษา จะมีคำถามหนึ่งที่เราจะพบเจออยู่เสมอ คือคำถามว่า Are you of Aboriginal or Torres Strait Islander origin? หรือใกล้เคียง แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ท่านมีเชื้อสายของ ชาวอะบอริจินิสหรือชาวเกาะบริเวณช่องแคบทอเรสหรือไม่ ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ของออสเตรเลียถือว่า กลุ่มคนทั้งสองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือดูแลเป็นพิเศษ จึงจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ ของคนทั้งสองกลุ่มนี้อย่างละเอียด ในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล แควเวอรี (Calvary Hospital) ในกรุงแคนเบอร์รา มีป้าย รณรงค์ให้คนไข้ทุกคนโดยเฉพาะคนที่เป็นชนพื้นเมืองของออสเตรเลียให้ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อสายของตนตามความเป็นจริง

เนื่องจากออสเตรเลียเป็นประเทศขนาดใหญ่ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว จึงมีโซนเวลาถึง ๓ โซนด้วยกัน เริ่มจากโซนตะวันตก (Australian Western Standard Time - AWST) จะ เร็วกว่าเวลามาตรฐานสากล (Coordinated Universal Time - UTC) ๘ ชั่วโมงตลอดปี หรือเร็วกว่าประเทศไทยเพียง ๑ ชั่วโมงเท่านั้น เวลาโซนนี้ครอบคลุมอาณาเขต รัฐออสเตรเลียตะวันตกทั้งหมด โซนที่สองเป็นโซนเวลาทางตอนกลางของประเทศ (Australian Central Standard Time - ACST) เร็วกว่าเวลามาตรฐานสากล ๙ ชั่วโมง ๓๐ นาที หรือ เร็วกว่าประเทศไทย ๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที ครอบคลุมอาณาเขตรัฐออสเตรเลียใต้ เขตปกครอง ทางตอนเหนือ (Northern Territory - NT) และเมืองทางตะวันตกของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ชื่อ โบรคเคน ฮิว (Broken Hill) โซนที่สามเป็นโซนเวลาทางตะวันออกของประเทศ (Australian Eastern Standard Time - AEST) เร็วกว่าเวลามาตรฐานสากล ๑๐ ชั่วโมง หรือเร็วกว่าประเทศไทย ๓ ชั่วโมง ครอบคลุมอาณาเขตของรัฐควีนส์แลนด์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ เขตปกครองนครหลวงของออสเตรเลีย รัฐวิคตอเรีย และรัฐแทสเมเนีย ซึ่งเป็นรัฐเดียวของออสเตรเลียที่เป็นเกาะรูปหัวใจอยู่ทางตอนใต้สุดของทวีปออสเตรเลีย ดังสรุปได้ตามตารางด้านล่าง

ตารางแสดงโซนเวลาของออสเตรเลียในยามปกติ

โซนเวลา รัฐและเขตปกครอง เวลาเร็วกว่ามาตรฐานสากล เวลาเร็วกว่า
ประเทศไทย
โซนตะวันตก รัฐออสเตรเลียตะวันตก ๘ ชั่วโมง ๑ ชั่วโมง
โซนกลาง ๑. รัฐออสเตรเลียใต้
๒. เขตปกครองทางตอนเหนือ
๓. เมืองโบรคเคน ฮิว รัฐนิวเซาท์เวลส์
๙ ชั่วโมง ๓๐ นาที ๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที
โซนตะวันออก ๑. รัฐควีนส์แลนด์
๒. รัฐนิวเซาท์เวลส์
๓. เขตปกครอง นครหลวงของออสเตรเลีย
๔. รัฐวิคตอเรีย
๕. รัฐแทสเมเนีย
๑๐ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันอาทิตย์แรกของเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิที่อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ในปี ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗) นี้ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗) ไปจนถึงวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายนของปีถัดไปซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง (เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม) ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน ค.ศ. ๒๐๑๕ (พ.ศ. ๒๕๕๘) จะมีการปรับเวลาเร็วขึ้น ๑ ชั่วโมงในรัฐออสเตรเลียใต้ รัฐนิวเซาท์เวลส์ เขตปกครองนครหลวงของออสเตรเลีย รัฐวิคตอเรีย และรัฐแทสเมเนีย เรียกว่า เดย์ไลท์ เซฟวิ่ง (Daylight Saving) เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่กลางวันยาวนานกว่ากลางคืน ในช่วงเดือนมกราคมซึ่งเป็นฤดูร้อนของออสเตรเลีย ในกรุงแคนเบอร์ราต้องรอเวลาถึงประมาณเกือบ ๒๑ นาฬิกา หรือ ๓ ทุ่ม จึงจะมืด การปรับเวลาจะช่วยให้ชาวออสเตรเลียสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้นานขึ้น และสามารถช่วยลดเวลาการเปิดไฟภายในบ้านและอาคารต่างๆ ให้น้อยลงได้

เพราะฉะนั้น ในช่วงที่มีการปรับเวลาเร็วขึ้น เวลาในรัฐออสเตรเลียใต้ และ เมืองโบรคเคน ฮิว ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ จะเร็วกว่าเวลามาตรฐานสากล ๑๐ ชั่วโมงครึ่ง และ เร็วกว่าประเทศไทย ๓ ชั่วโมงครึ่ง ส่วนรัฐนิวเซาท์เวลส์ เขตปกครองนครหลวงของออสเตรเลีย รัฐวิคตอเรีย และรัฐแทสเมเนียจะเร็วกว่าเวลามาตรฐานสากล ๑๑ ชั่วโมง และเร็วกว่า ประเทศไทย ๔ ชั่วโมง ดังสรุปได้ตามตารางด้านล่าง



ตารางแสดงโซนเวลาของประเทศออสเตรเลียตั้งแต่วันอาทิตย์แรกของ เดือนตุลาคมจนถึงวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายนปีถัดไป

โซนเวลา รัฐและเขตปกครอง เวลาเร็วกว่ามาตรฐานสากล เวลาเร็วกว่า
ประเทศไทย
โซนตะวันตก รัฐออสเตรเลียตะวันตก ๘ ชั่วโมง ๑ ชั่วโมง
โซนกลาง
(ไม่ปรับเวลา)
เขตปกครอง ทางตอนเหนือ ๙ ชั่วโมง ๓๐ นาที ๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที
โซนกลาง (ปรับเวลาเร็วขึ้น ๑ ชั่วโมง) ๑. รัฐออสเตรเลียใต้
๒. เมืองโบรคเคนฮิว รัฐนิวเซาท์เวลส์
๑๐ ชั่วโมง ๓๐ นาที ๓ ชั่วโมง
๓๐ นาที
โซนตะวันออก (ไม่ปรับเวลา) รัฐควีนส์แลนด์ ๑๐ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง
โซนตะวันออก
(ปรับเวลาเร็วขึ้น ๑ ชั่วโมง)
๑. รัฐนิวเซาท์เวลส์
๒. เขตปกครองนครหลวงของออสเตรเลีย
๓. รัฐวิคตอเรีย
๔. รัฐแทสเมเนีย
๑๑ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง

จากที่ได้แสดงรายละเอียดมาจะพบว่า ออสเตรเลียจัดเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับสูง ในขณะเดียวกัน เนื่องจากออสเตรเลียเป็นสหพันธรัฐ จึงเป็นประเทศที่มีความหลากหลายสูง กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดตัวอย่างหนึ่ง คือ การปรับเปลี่ยนเวลาให้เร็วขึ้น ๑ ชั่วโมงในช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงกลางฤดูใบไม้ร่วงปีถัดไป โดยมีบางรัฐและบางเขตปกครอง คือ รัฐออสเตรเลียตะวันตก รัฐควีนส์แลนด์ และ เขตปกครองทางตอนเหนือ ที่ตัดสินใจว่าจะไม่ปรับเปลี่ยนเวลาให้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้น ในการเดินทางมาท่องเที่ยว ศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศออสเตรเลีย เราจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลที่หลากหลายของแต่ละรัฐ และแต่ละเขตปกครองของประเทศนี้เพื่อการปรับตัวที่เหมาะสมต่อไป



02/24/2015



กลับหน้าหลัก