สาระน่ารู้

เรื่องเล่าจากแดนจิงโจ้ (ตอนที่ ๑)

เรื่องเล่าจากแดนจิงโจ้ (ตอนที่ ๑) : ความน่าสนใจของประเทศออสเตรเลีย


ทิพย์ศริน ภัคธนกุล และทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์
๘ เมษายน ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗)

เมื่อพูดถึงประเทศออสเตรเลีย ภาพที่คนไทยพอจะนึกออกก็คงเป็นสัตว์แปลกๆ ที่อาศัยอยู่เฉพาะประเทศนี้ เช่น จิงโจ้ โคอล่า (Koala) หรือนกอีมู (Emu) ซึ่งเป็นนกที่บินไม่ได้ สำเนียงภาษาอังกฤษแปลกๆ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมยี่ห้อ แบลคมอร์ส (Blackmores) และนครซิดนีย์ (Sydney) เมืองหลวงของรัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales - NSW) ที่เป็นทั้งเมืองท่า เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศนี้เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ออสเตรเลียยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่น่าสนใจและน่าศึกษาอีกมากมายทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม นโยบายต่างประเทศ หรือแม้แต่การกีฬาก็ตาม

คำถามและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ของประเทศออสเตรเลียด้านล่างนี้ อาจช่วยให้ท่านรู้สึกสนใจประเทศตะวันตกที่อยู่ใกล้ประเทศไทยประเทศนี้มากขึ้น

๑. เมืองหลวงของประเทศออสเตรเลียคือเมืองอะไร คำตอบ เมืองหลวงของออสเตรเลียคือ กรุงแคนเบอร์รา (Canberra) เกิดจากการประนีประนอมกันระหว่างนครซิดนีย์ (Sydney) เมืองหลวงของรัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales - NSW) กับนครเมลเบิร์น (Melbourne) เมืองหลวงของรัฐวิคตอเรีย (Victoria - VIC) ซึ่งล้วนเป็นเมืองใหญ่ มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและจะไม่มีวันยอมให้อีกเมืองหนึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ สุดท้ายออสเตรเลียจึงตกลงกันที่จะสร้าง เมืองหลวงแห่งใหม่ซึ่งอยู่ในอาณาเขตของรัฐนิวเซาท์เวลส์ (ตั้งอยู่ประมาณ ๒๘๐ กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของนครซิดนีย์) ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ ๓ ชั่วโมง แต่ระหว่าง การก่อสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่นี้ เมืองหลวงชั่วคราวต้องตั้งอยู่ที่นครเมลเบิร์นเท่านั้น ส่วนคำว่า Canberra สันนิษฐานว่าเป็นคำในภาษาอะบอริจิ้น (Aboriginal word) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย แปลว่า ที่ประชุม ชาวออสเตรเลียออกเสียงชื่อเมืองหลวงแห่งใหม่เป็น ๒ พยางค์ คือ Can-bra ตามการออกเสียงของ เลดี้ เดนแมน (Lady Denman) ภรรยาของผู้สำเร็จราชการประจำออสเตรเลีย [ตัวแทนพระเจ้าจอร์ที่ ๕ (King George V) แห่ง สหราชอาณาจักรในขณะนั้น] เพราะรัฐบาลของพรรคเลเบอร์ (Australian Labor Party - ALP) ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะออกเสียงชื่อเมืองหลวงใหม่แห่งนี้ว่าอย่างไร ในที่สุด รัฐบาลจึงตกลงกันว่า ไม่ว่าเลดี้ เดนแมน จะออกเสียงชื่อเมืองหลวงแห่งใหม่นี้ว่าอย่างไร ให้ถือเป็นข้อยุติตามนั้น

๒. สัญลักษณ์ของรัฐบาลออสเตรเลียคือสัตว์ชนิดใด (สัญลักษณ์ของรัฐบาลไทยคือ ครุฑ พาหนะของพระนารายณ์ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) และเพราะเหตุใด รัฐบาลออสเตรเลียจึงเลือกสัตว์ชนิดดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาล จากคำบอกเล่าของ ชาวออสเตรเลียและข้าราชการออสเตรเลีย จิงโจ้ และนกอีมูถูกเลือกเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลออสเตรเลีย เพราะทั้งจิงโจ้และนกอีมูเป็นสัตว์ไม่กี่ชนิดบนโลกใบนี้ที่ไม่สามารถเดินหรือกระโดดถอยหลังได้ เพราะฉะนั้นประเทศจะมีแต่ความเจริญก้าวหน้าเท่านั้น

๓. ใครคือประมุขของประเทศออสเตรเลียคนปัจจุบัน คำตอบ ประเทศออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศเครือจักรภพที่ยังคงนับถือพระมหากษัตริย์หรือสมเด็จพระราชินีนาถแห่ง สหราชอาณาจักรเป็นประมุข เพราะฉะนั้น ประมุขของออสเตรเลียองค์ปัจจุบันคือ สมเด็จ พระราชินีนาถอลิซาเบธที่ ๒ (Queen Elizabeth II) ประเทศอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกับออสเตรเลียเช่น แคนาดา และนิวซีแลนด์ เป็นต้น ในทางปฏิบัติ พระมหากษัตริย์หรือสมเด็จพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักรทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Governor-General) ตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ท่านปัจจุบันเป็นอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ชื่อ เซอร์ ปีเตอร์ จอห์น คอสโกรฟ (Sir Peter John Cosgrove) ท่านเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังนานาชาติในติมอร์ตะวันออก (International Force for East Timor - INTERFET) ซึ่งในกองกำลังดังกล่าวมีนายทหารไทยเป็นรองผู้บัญชาการ คือ พลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์ (ขณะนั้นยศพลตรี) นอกจากนี้ ยังมีผู้หญิงท่านหนึ่งที่ได้ดำรง ตำแหน่งนี้เป็นท่านแรก ชื่อ เควนทิน ไบรซ์ (Quentin Bryce) ดำรงตำแหน่งตั้งวันที่ ๕ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๘ (พ.ศ. ๒๕๕๑) จนถึงวันที่ ๒๘ มีนาคม ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗)

๔. เมื่อพูดถึงพรรคการเมืองที่จัดตั้งโดยขบวนการแรงงาน หลายท่านคงนึกถึงพรรคเลเบอร์ของประเทศอังกฤษ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า พรรคการเมืองที่จัดตั้งโดยขบวนการแรงงาน พรรคแรกของโลกที่ได้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๐๔ (พ.ศ. ๒๔๔๗) และมีเสียง ข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาหลังการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๑๐ (พ.ศ. ๒๔๕๓) คือ พรรคเลเบอร์ของออสเตรเลีย (Australian Labor Party - ALP) นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พรรคเลเบอร์ถือเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของออสเตรเลีย พรรคการเมือง ขั้วตรงข้ามต้องรวมตัวกัน ๔ พรรค เรียกว่า “the Coalition” ประกอบด้วย พรรคลิเบอร์รัล (Liberal Party of Australia - LP) พรรคแนชั่นแนล (National Party of Australia - NP) พรรคคันทรี-ลิเบอร์รัล (Country Liberal Party - CLP) ในเขตปกครองทางตอนเหนือของออสเตรเลีย (Northern Territory - NT) และพรรคลิเบอร์รัลแนชั่นแนล (Liberal National Party - LNP) ในรัฐควีนส์แลนด์ (Queensland - QLD) จึงจะสามารถต่อสู้กับพรรคเลเบอร์ในสนามการเลือกตั้งได้

๕. ท่านทราบหรือไม่ว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศคู่เจรจาอย่างเป็นทางการประเทศแรกของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน (Association of Southeast Asian Nations - ASEAN) ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๗๔ (พ.ศ. ๒๕๑๗) เป็นต้นมา หมายความว่า ในการประชุมทุกครั้ง อาเซียนจำเป็นต้องเชิญออสเตรเลียเข้าร่วมประชุมด้วยเสมอ ในปี ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗) นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับอาเซียนครบรอบ ๔๐ ปี นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังเป็นประเทศหนึ่งที่เข้าร่วมประชุมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก (East Asia Summit-EAS) หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า อาเซียน + ๖ ตั้งแต่ครั้งแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur) ประเทศมาเลเซียเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๕ (พ.ศ. ๒๕๔๘)

๖. ท่านทราบหรือไม่ว่า ออสเตรเลียเป็นผู้ที่ริเริ่มให้เกิดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia - Pacific Economic Cooperation - APEC) ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๘๙ (พ.ศ. ๒๕๓๒) สมัยนายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต เจมส์ ลี ฮอค หรือบ๊อบ ฮอค (Robert James Lee Hawke หรือ Bob Hawke) แห่งพรรคเลเบอร์ ออสเตรเลียสมัยนายกรัฐมนตรี พอล คีทติง (Paul Keating) จากพรรคการเมืองเดียวกัน ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความร่วมมือนี้ไปสู่การประชุมระดับผู้นำเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๓ (พ.ศ. ๒๕๓๖)

๗. ในทางการกีฬา ท่านทราบหรือไม่ว่าในยุคโอเพ่น (Open) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักกีฬาเทนนิสอาชีพเข้าร่วมแข่งขันในรายการใหญ่ (Grand Slam) ได้ นักกีฬาคนแรกที่สามารถชนะรายการใหญ่ได้ทั้ง ๔ รายการในปีเดียวกัน คือ ออสเตรเลียนโอเพ่น (Australian Open) เฟรนช์ โอเพ่น (French Open) วิมเบิลดัน (Wimbledon) และ ยูเอส โอเพ่น (US Open) เป็น นักเทนนิสชาวออสเตรเลีย ชื่อ รอด เลเวอร์ (Rod Laver)

๘. นับถึงวันที่ ๓๐ มีนาคม ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗) ท่านทราบหรือไม่ว่า นักกอล์ฟที่ครองอันดับหนึ่งของโลกยาวนานที่สุด คือ ไทเกอร์ วูดส์ (Tiger Woods) ๖๗๗ สัปดาห์ แต่นักกอล์ฟที่ครองอันดับหนึ่งของโลกยาวนานเป็นอันดับสอง คือ นักกอล์ฟชาวออสเตรเลียชื่อ เกรก นอร์แมน (Greg Norman) ๓๓๑ สัปดาห์ และเมื่อนับถึงวันที่ ๓๐ มีนาคม ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗) นักกอล์ฟมือวางอันดับสองของโลกก็เป็นนักกอล์ฟชาวออสเตรเลีย ชื่อ อดัม สก๊อต (Adam Scott)

๙. ท่านทราบหรือไม่ว่า นักกีฬาสนุกเกอร์นอกสหราชอาณาจักรคนที่สองของโลก และเป็นคนแรกในรอบหลายทศวรรษที่สามารถขึ้นเป็นมือวางอันดับหนึ่งของโลกได้เป็นนักสนุกเกอร์ ชาวออสเตรเลีย ชื่อ นิล โรเบิร์ตสัน (Neil Robertson)

๑๐. ท่านทราบหรือไม่ว่า การ์ตูนเรื่อง Bananas in Pyjamas หรือที่ภาษาไทยแปลว่า “กล้วยหอมจอมซน” ที่เคยฉายในประเทศไทยจนโด่งดั่งนั้น เป็นการ์ตูนของประเทศออสเตรเลีย

นอกเหนือจากเรื่องน่าสนใจดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อพิจารณาประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ จะพบว่า เศรษฐกิจของออสเตรเลียเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า ๒๐ ปีติดต่อกัน ทั้งๆ ที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ทั้งสหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในทวีปยุโรปต่างประสบปัญหาวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ส่งผลให้กลายเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูงแม้จะมีประชากรเพียง ๒๐ ล้านคนเศษๆ ก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจศึกษา คือ ออสเตรเลียบริหารเศรษฐกิจอย่างไรจึงสามารถฟันฝ่าวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกไปได้ ในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศไทย ออสเตรเลียเป็นประเทศพัฒนาแล้วประเทศแรกที่ประเทศไทยได้ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (๒ ฝ่าย) ด้วย ตรงกับสมัยอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของไทย และอดีตนายรัฐมนตรีจอห์น ฮาร์เวิร์ด (John Howard) ของออสเตรเลีย

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศของไทยได้กล่าวถึงประเทศออสเตรเลียไว้ว่า “ออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรสูงมาก เขามีส่วนช่วยอาเซียนในการกำหนดมาตรฐานนม อาหาร ฯลฯ ถ้าทุกประเทศในอาเซียนสามารถผลิตถึงมาตรฐานนั้นๆ ได้ ก็จะสามารถส่งไปขายที่ไหนก็ได้ ประเทศผู้ซื้อก็ไม่ต้องลังเลว่า ซื้อแล้วจะปลอดภัยไหม จะมีสารปนเปื้อนไหม ฯลฯ”

ทางด้านความมั่นคง ออสเตรเลียได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. ๒๐๑๒ (พ.ศ. ๒๕๕๕) โดยดำรงตำแหน่งระหว่างปี ค.ศ. ๒๐๑๓ (พ.ศ. ๒๕๕๖) - ค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗) ในอดีตที่ผ่านมา ออสเตรเลียยังเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการเจรจา และปฏิบัติการรักษาสันติภาพในบริเวณต่างๆ ของโลก เช่น คนไทยจำนวนมากอาจไม่ทราบว่า นอกเหนือจากประเทศไทย อาเซียน และมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนแล้ว ออสเตรเลียก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกระบวนการเจรจาสันติภาพในกัมพูชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอให้สหประชาชาติเข้ามาบริหารจัดการประเทศกัมพูชาในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน และจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม นายทหารของออสเตรเลียยังเป็นผู้บัญชาการกองกำลังของสหประชาชาติในกัมพูชาคือ พลโทจอห์น แซนเดอสัน (John Sanderson)

เหตุการณ์ที่ออสเตรเลียกับไทยได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ การปฏิบัติการรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออกเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๙ (พ.ศ. ๒๕๔๒) นอกเหนือจากการที่ เซอร์ ปีเตอร์ จอห์น คอสโกรฟ (Sir Peter John Cosgrove) ได้ทำงานใกล้ชิดกับ พลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์ ในกองกำลังรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออก (International Force for East Timor - INTERFET) แล้ว หลังจากที่มีการถ่ายโอนภารกิจไปให้องค์การสหประชาชาติเพื่อเตรียมความพร้อมของติมอร์ตะวันออกก่อนประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการในนาม United Nations Transitional Administration in East Timor (UNTAET) ออสเตรเลียและไทยยังคงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยนายทหารไทย คือ พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ (ขณะนั้นยศพลโท) ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก ได้ทำงานร่วมกับนายทหารออสเตรเลียในฐานะรองผู้บัญชาการกองกำลัง คนแรก คือ พลตรีไมเคิล สมิธ (Michael Smith) และคนที่สองที่รับตำแหน่งต่อมา คือ พลตรีโรเจอร์ พาวล์ (Roger Powell)

นอกจากออสเตรเลียจะมีบทบาททางด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจระหว่างประเทศแล้ว ในเชิงประวัติศาสตร์ สหราชอาณาจักรเริ่มต้นมายึดครองพื้นที่ของทวีปออสเตรเลียอย่างเป็นทางการโดยนักโทษชายจากสหราชอาณาจักรที่ถูกส่งมากับกองเรือหมู่แรก (The First Fleet)

จำนวน ๑๑ ลำ และผู้บัญชาการกองเรือ คือ อาร์เธอร์ ฟิลลิป (Arthur Phillip) ได้ขึ้นฝั่ง ณ บริเวณที่เป็นที่ตั้งของเซอร์คูลา คีย์ (Circular Quay) ในปัจจุบัน และได้เชิญธงชาติของ สหราชอาณาจักร ณ บริเวณนั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อปี ค.ศ. ๑๗๘๒ (พ.ศ. ๒๓๒๕) เพียง ๖ ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้น อาจกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดของประเทศออสเตรเลียตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักรจนกระทั่งสามารถรวมตัวกันเป็นประเทศเอกราชได้จึงเป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยกับการสร้างรัฐชาติในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ของไทย การศึกษาเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การสร้างรัฐชาติระหว่างไทยกับออสเตรเลียจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ออสเตรเลียต้องเผชิญกับสภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก (dilemma)” ระหว่างภูมิศาสตร์กับประวัติศาสตร์ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอยู่เสมอ กล่าวคือ ในทางประวัติศาสตร์นั้น ชัดเจนว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศของชาวตะวันตกผิวขาวที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากสหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ในยุโรปเป็นหลัก แต่ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้ชิดกับเอเชียโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียจึงต้องพยายามสร้างความสมดุลในการดำเนินนโยบายต่างประเทศระหว่างความเป็นตะวันตกกับการสร้างความสัมพันธ์กับโลกตะวันออกอยู่เสมอ

ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้ชิดกับเอเชียดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ออสเตรเลียจึงสนใจศึกษาเรื่องราวต่างๆ ของประเทศในเอเชียรวมทั้งประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง สังเกตได้จากการที่ออสเตรเลียมีสถาบัน ผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลเกี่ยวกับประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกจำนวนมาก เช่น ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University - ANU) มีวิทยาลัยแห่งเอเชียและแปซิฟิก (College of Asia and the Pacific) ทำหน้าที่สอนและวิจัยเกี่ยวกับเอเชียและแปซิฟิกที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น (University of Melbourne) มีสถาบันชื่อ เอเชีย ลิงค์ (Asialink) ที่มหาวิทยาลัยเมอร์ดอคช์ (Murdoch University) รัฐออสเตรเลียตะวันตก (Western Australia - WA) มีสถาบันวิจัยเอเชีย (Asia Research Centre) ที่มหาวิทยาลัยกริฟฟิท (Griffith University) รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland – QLD) ก็มีสถาบันเกี่ยวกับเอเชียชื่อ สถาบันเอเชียแห่งกริฟฟิท (Griffith Asia Institute) เป็นต้น

ด้านผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเอเชีย ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย มี ดร. คริสโตเฟอร์ โรเบิร์ตส (Christopher Roberts) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียน ศาสตราจารย์เอ็ดเวิร์ด แอสพินัล (Edward Aspinall) เป็นผู้เชี่ยวชาญประเทศอินโดนีเซียและการเมืองเปรียบเทียบโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดร. ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น (Tyrell Haberkorn) นักวิชาการชาวอเมริกัน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และสังคมไทย อีกทั้งยังสามารถฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นต้น ที่มหาวิทยาลัยแคนเบอร์รา (University of Canberra) มีศาสตราจารย์มาร์ค เทอร์เนอร์ (Professor Mark Turner) เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับนโยบายการพัฒนา การเมือง การบริหารและการกระจายอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก เป็นต้น

ในแง่มุมด้านนโยบายทางสังคม ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกกฎหมายบังคับให้ซองบุหรี่ใช้สีเพียงสีเดียว คือ สีเขียวมะกอก โดยห้ามใส่ตราสัญลักษณ์ของบริษัท หรือยี่ห้อของบุหรี่บนซองโดยเด็ดขาด ตัวอักษรชื่อยี่ห้อต้องใช้ตัวอักษรสีขาวที่มีขนาดประมาณ ๐.๔ เซนติเมตรเท่านั้น รวมทั้งมีคำเตือนและภาพที่น่าเกลียดน่ากลัวเกี่ยวกับผลเสียของการสูบบุหรี่ขนาดใหญ่คือ ประมาณ ๗ เซนติเมตรจากความยาวของซองประมาณ ๙ เซนติเมตร แม้ว่าผลสัมฤทธิ์ของนโยบายนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางโดยมีทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้าน แต่ก็แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของออสเตรเลียมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะดำเนินนโยบายเพื่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

ถ้าพิจารณาในแง่การเมืองภายใน ออสเตรเลียเป็นประเทศที่การเมืองมีเสถียรภาพมากที่สุดประเทศหนึ่ง ประชาธิปไตยระบบรัฐสภาที่ได้รับอิทธิพลจากเมืองแม่ คือ สหราชอาณาจักร สามารถผสมผสานกับระบบสหพันธรัฐ (รัฐรวม) ที่ได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกาได้อย่างลงตัว ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เราสามารถพิจารณาระบบการเมืองของออสเตรเลียเพื่อนำไปปรับใช้ในประเทศไทยเพื่อป้องกันวิกฤติการณ์ทางการเมืองไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เช่น ประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของออสเตรเลีย ไม่ว่าแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เรื่องสถาบันทางการเมืองหรือเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ล้วนต้องผ่านการออกเสียงประชามติโดยประชาชนชาวออสเตรเลียผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริงทั้งสิ้น นักการเมืองออสเตรเลียไม่สามารถสมรู้ร่วมคิดกันในการแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศได้ตามอำเภอใจ เมื่อพิจารณาระบบการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของออสเตรเลียที่เรียกว่าระบบ “จัดลำดับความชอบ (Preferential Voting หรือ Alternative Vote)” ซึ่งเป็นระบบที่สลับซับซ้อนมาก แต่ก็เป็นระบบที่นักวิชาการจำนวน ไม่น้อยเชื่อว่า จะช่วยกีดกันไม่ให้ผู้สมัครที่มีแนวความคิดสุดโต่งได้รับการเลือกตั้ง และอาจช่วยป้องกันวิกฤติการณ์ทางการเมืองของไทยได้ในอนาคต หรือแม้แต่ความละเอียดอ่อนในการแบ่งปันอำนาจให้แก่เสียงข้างน้อยภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปก็เป็นประเด็นที่สังคมไทยควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านจะมีโอกาสได้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองเป็นอย่างน้อย เรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่อง ไม่สำคัญนัก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความใจกว้างของฝ่ายเสียงข้างมากในการแบ่งปันอำนาจให้แก่ เสียงข้างน้อย เป็นต้น

จากที่พรรณนาไปทั้งหมด คงจะเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วว่า แม้ออสเตรเลียจะไม่ใช่มหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาหรือจีน หรือประเทศที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี แต่ดินแดนที่มีอายุใกล้เคียงกับกรุงรัตนโกสินทร์แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และเรื่องราวที่น่าสนใจศึกษาในหลากหลายแง่มุม และหวังว่าคนไทยคงจะหันมาสนใจศึกษาเรื่องราวของประเทศนี้มากขึ้นในอนาคต



02/24/2015



กลับหน้าหลัก