สาระน่ารู้

ออสเตรเลีย-จีนจับมือเดินหน้าความร่วมมือด้านการเกษตร

“ออสเตรเลีย-จีนจับมือเดินหน้าความร่วมมือด้านการเกษตร: สิ่งท้าทายต่อภาคการเกษตรของไทย”
    ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่า จีนในปัจจุบันเป็นประเทศที่เนื้อหอมและได้รับความสนใจจากนานาประเทศ แม้จะมีการปกครองระบอบสังคมนิยม ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนที่ไร้พรมแดน ถนนแทบทุกสายจากทั่วทุกภูมิภาคจึงมุ่งสู่ตลาดจีนเป็นหลัก
    เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่ต้องการส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนกับจีน ได้มีการทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างออสเตรเลียกับจีน เริ่มต้นจากการลงนามกรอบการค้าและเศรษฐกิจออสเตรเลีย – จีน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2546 โดยมีนายจอห์น โฮเวิร์ด อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และ       นายหู จิ่นเทา อดีตประธานาธิบดีจีน เป็นสักขีพยาน วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้าและขจัดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน ความตกลงการค้าเสรีออสเตรเลีย – จีน (Australia – China Free Trade Agreement) เริ่มต้นเจรจาในปี 2548 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างนิวซีแลนด์ – จีน และได้ลงนามแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2551 ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์นมของนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นจาก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็น 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การที่ออสเตรเลียเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับจีน        ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีผู้บริโภคจำนวนมาก จึงสร้างความสนใจให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก
    เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 นายแอนดรูว์ ร็อบ รัฐมนตรีการค้าและการลงทุนของออสเตรเลียและนายเกา หู่เฉิง รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ลงนามในแถลงการณ์เสร็จสิ้นการเจรจาความตกลงการค้าเสรีออสเตรเลีย – จีน (Declaration of Intent) หลังการเจรจายาวนานเป็นเวลา 10 ปี ทั้งสองฝ่ายจะจัด เตรียมความตกลงฯ เพื่อลงนามต่อไป ความตกลงการค้าเสรีออสเตรเลีย – จีนมีวัตถุประสงค์เพื่อลดและยกเลิกอุปสรรคทั้งที่เป็นภาษีและไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าและบริการ และส่งเสริมการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และการลงทุนระหว่างสองประเทศ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ของออสเตรเลียจะได้รับประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากภาษีสินค้าแร่ส่วนใหญ่ อาทิ สังกะสี นิกเกิล ทองแดง ยูเรเนียม ถ่านหินที่ใช้ในอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก (coking coal) และทองคำจะ ถูกยกเลิกทันที สำหรับภาษีสินค้าถ่านหินที่ไม่ใช้ในอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก (non-coking coal) จะถูกยกเลิกในเวลา 2 ปี เวชภัณฑ์ในเวลา 4 ปี ผลิตภัณฑ์นมภายในระยะเวลา 4 – 11 ปี สินค้าไวน์ภายในเวลา  4 ปี และเนื้อโคภายในเวลา 9 ปี นอกจากนี้ ความตกลงการค้าเสรีจะทำให้สินค้าเกษตรของออสเตรเลียได้รับ สิทธิพิเศษเท่าเทียมหรือมากกว่าสินค้าเกษตรที่จีนนำเข้าจากนิวซีแลนด์ และร้อยละ 95 ของสินค้าบริการของออสเตรเลีย อาทิ การบริการเกี่ยวกับสุขภาพ การศึกษา และการเงิน จะสามารถเข้าสู่ตลาดจีนโดยปราศจากกำแพงภาษี อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรหลักที่ส่งออกจากออสเตรเลียไปจีน ได้แก่ น้ำตาล ข้าว ข้าวสาลี และฝ้าย ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ขณะที่จีนจะสามารถส่งออกสินค้า อาทิ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า และรองเท้าไปออสเตรเลียโดยไม่เสียภาษี ในด้านการลงทุน จากปี พ.ศ. 2547 - 2557 การลงทุนของจีนในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นจากมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเป็น 32,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ซึ่งมีมูลค่าใกล้เคียงกับการลงทุนของจีนในสหรัฐฯ) แต่การลงทุนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.3 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมดของออสเตรเลีย ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ออสเตรเลียจะขยายเพดานการลงทุนของบริษัทเอกชนจีนในออสเตรเลียสำหรับสาขาที่ไม่อ่อนไหว (สาขาอ่อนไหว ได้แก่ การสื่อสารโทรคมนาคม สื่อสารมวลชน อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ) จาก 248 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเป็น 1,080 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งจะทำให้การจ้างงานในออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น ความตกลงการค้าเสรีออสเตรเลีย- จีนนับเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับที่ 3 ที่ออสเตรเลียทำกับประเทศซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก หลังจากการทำความตกลงการค้าเสรีกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
    นอกจากนี้ นายแอนดรูว์ ฟอเรสต์ ประธานบริษัท Minderoo Group ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของออสเตรเลียที่ทำธุรกิจเหมืองแร่และปศุสัตว์ได้ผลักดันแนวความคิดในการจัดตั้ง The Australian Sino Hundred Year Agricultural and Food Safety Partnership หรือ ASA100 เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างออสเตรเลียกับจีนอย่างมั่นคงและยั่งยืนและสอดรับกับความตกลงการค้าเสรีระหว่างสองประเทศ แนวความคิดดังกล่าวเกิดจากการหารือเมื่อต้นปีที่ผ่านมาระหว่างนายฟอเรสต์กับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งให้ความสำคัญอย่างมากกับการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร
    ASA100 เปรียบเสมือนเครื่องหมายการค้าที่ทำให้จีนมั่นใจว่า สินค้าเกษตรของออสเตรเลียเป็น สินค้าที่สะอาด ปลอดสารพิษ และปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคของจีน ซึ่งจะก่อให้เกิดความร่วมมือและการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างออสเตรเลียกับจีนบนพื้นฐานของความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 นายแอนดรูว์ ฟอเรสต์ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding – MOU) กับบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจการเกษตรของจีน ได้แก่ New Hope Group, COFCO Group และ Wilmar International (บริษัทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์) และมีการจัดการประชุม ASA100 ครั้งแรกที่นครซิดนีย์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 และจะมีการจัดการประชุมเป็นประจำทุกปี
    ASA100 เป็นการสะท้อนถึงกลยุทธ์ใหม่ของออสเตรเลียในการบุกตลาดจีน และเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรของออสเตรเลียในการเข้าสู่ตลาดจีนที่มีขนาดใหญ่และ  มีความซับซ้อน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ASA100 เป็นการรวมกลุ่มผู้ประกอบการของออสเตรเลียเพื่อทำการตลาด (marketing) สินค้าเกษตรของออสเตรเลียในจีน ซึ่งต่างจากแนวทางส่งเสริมการตลาดของภาครัฐแบบเก่า และวิธีของภาคเอกชนที่แต่ละบริษัททำแยกกัน ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพมากนัก
    นอกจากนี้ ความร่วมมือมือด้านการเกษตรระหว่างออสเตรเลียกับจีนยังครอบคลุมด้านปศุสัตว์เช่นกัน คาดว่าออสเตรเลียและจีนจะสามารถพัฒนาความร่วมมือสาขานี้ในอนาคตอันใกล้ การที่จีนจะ ประกาศกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการนำเข้าโคเนื้อมีชีวิตจากออสเตรเลีย ทำให้ออสเตรเลียสามารถส่งออกโคเนื้อมีชีวิตไปจีนถึง 1 ล้านตัว (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย) และปริมาณการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตของออสเตรเลียจะเพิ่มเป็นสองเท่า อย่างไรก็ตาม จีนยังคงห้ามนำเข้าโคเนื้อจากพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อบลูทังในออสเตรเลีย ได้แก่ พื้นที่ทางตอนเหนือของเมือง Broome ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียไปจนถึงเมือง Coffs Habour เมืองชายฝั่งทางตอนเหนือของรัฐนิวเซาท์เวสส์
    ความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างออสเตรเลียกับจีนที่เพิ่มขึ้นทำให้หวนกลับมามองภาคการเกษตร ของไทยที่เป็นจุดแข็งของไทยเช่นกัน ไทยสามารถนำแนวความคิดในการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรในรูปแบบเช่นเดียวกับ ASA100 มาใช้กับประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย ได้แก่ อาเซียน จีน เพื่อทำให้ผู้บริโภคมั่นใจสินค้าของไทยและเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มผู้ประกอบการไทย
        ในด้านปศุสัตว์ ผู้ประกอบการไทยมีความต้องการนำเข้าโคเนื้อมีชีวิตจากต่างประเทศมากขึ้นในปัจจุบัน เพื่อบริโภคภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศอื่น การประกาศใช้กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการนำเข้าโคเนื้อมีชีวิตจากออสเตรเลีย และการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อผลิตเนื้อวัวในประเทศไทย จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐน่าจะพิจารณาให้การส่งเสริมและช่วยเหลือภาคเอกชน โดยการเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเปิดลู่ทางการค้าการลงทุนให้แก่ภาคเอกชน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยในด้านการจ้างงานเพิ่มขึ้น การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต รวมทั้งสามารถส่งออกเนื้อโคไปยังตลาดอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีนได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การเข้ามาลงทุนของต่างชาติจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ภาคเอกชนไทยจะต้องมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ภาษีนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลียลดเหลือร้อยละ 0 ในปี พ.ศ. 2563 ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย
         สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์ราได้พยายามรณรงค์แนวความคิด “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ด้าน การเกษตรไทย – ออสเตรเลีย” ซึ่งวางแนวทางความร่วมมือด้านการเกษตรและวัตถุประสงค์หลักไปในแนวทาง เดียวกับ ASA100 โดยใช้ศักยภาพของการเป็นประเทศผู้นำด้านการเกษตรของไทยในการเพาะปลูก/เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ ผสมผสานเข้ากับขีดความสามารถในภาคการผลิตสินค้า อุตสาหกรรม (industrial manufacturing facilities) ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้นำในด้านนี้ประเทศหนึ่งของโลก บวกกับขีดความสามารถในด้านเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรของออสเตรเลีย จะทำให้ประเทศไทยและออสเตรเลียเป็นประเทศผู้นำในการผลิตอาหารสำหรับประชาคมโลก โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 2050 เมื่อประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็น 11 พันล้านคน โดยประเทศไทยและออสเตรเลียจะต้องเน้นยุทธศาสตร์ในเรื่องความปลอดภัยอาหาร (food safety) ซึ่งหมายความถึงอาหารที่มีความปลอดภัยและมีมาตรฐานสูงสำหรับบริโภค และความมั่นคงทางด้านอาหาร (food security) ซึ่งหมายถึงดุลยภาพระหว่างการผลิตอาหารสำหรับการบริโภคและอาหาร สำหรับนำไปแปรรูปเป็นพลังงาน ซึ่งฝ่ายออสเตรเลียเห็นด้วยทั้งในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ของออสเตรเลีย รวมทั้งภาคเอกชนซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าเป็นกลไกที่สำคัญ ในการขับเคลื่อน ระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรของประเทศ
         ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องเป็นผู้ดำเนินงานหลัก ซึ่งขณะนี้มี สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ณ กรุงแคนเบอร์รา เป็นผู้ผลักดันที่สำคัญ เป็นที่น่ายินดีว่าการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย – ออสเตรเลีย (Thai – Australian Joint Working Group on Agriculture) ครั้งที่ 10 เมื่อเดือนสิงหาคม 2557 ที่กรุงแคนเบอร์รา คณะทำงานของทั้งสองได้เล็งเห็นถึง ความสำคัญของแนวความคิด “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ด้านการเกษตรไทย – ออสเตรเลีย” จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินความร่วมมือระหว่างกันจากการให้ความสำคัญในโครงการ (project base) ซึ่งจะมีปัญหาติดขัดในด้านงบประมาณ (เนื่องจากประเทศไทยมิได้เป็นประเทศที่รับ ความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลออสเตรเลีย ทำให้ไม่สามารถหาแหล่งเงินงบประมาณรองรับโครงการที่ได้ หารือระหว่างกัน) ไปเป็นการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ร่วม (strategic base) โดยเน้นความร่วมมือใน 3 สาขา ได้แก่ การเพิ่มผลผลิตด้านการเกษตร (productivity) ความมั่นคงทางชีวภาพ (bio-security) และการพัฒนา เกษตรอย่างยั่งยืน (sustainability)       ซึ่งหากสามารถกำหนดผลประโยชน์ร่วมกันได้ (mutual benefits) ในสาขาที่ ระบุไว้ การหาแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานก็จะสามารถหาได้ง่ายกว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนจากภาครัฐ และภาคเอกชน (Public – Private – Partnership)
         แนวความคิด “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในด้านการเกษตรไทย – ออสเตรเลีย” จะทำให้ออสเตรเลียเห็น ความสำคัญของไทย โดยเฉพาะในศักยภาพด้านการเกษตร ซึ่งน่าจะเป็นจุดขาย (branding) ที่สำคัญของไทย ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน และจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต
         ขณะที่ถนนหลายสายกำลังมุ่งสู่ประเทศจีน และแนวโน้มการค้าการลงทุนของโลกที่มุ่งเน้นและผลักดัน ให้เกิดความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ทำอย่างไรไทยจึงจะสามารถปรับตัวให้ทันกับ กระแสเศรษฐกิจโลกที่มีลักษณะพลวัตรมากที่สุดยุคหนึ่งในขณะนี้ และถึงเวลาแล้วหรือยังที่ไทยจะมีนโยบายเชิงรุก ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับประเทศต่าง ๆ ในลักษณะการเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาศักยภาพ และร่วมมือกันบุกตลาดต่างประเทศ อย่างมั่นคงและยั่งยืน
----------------------------------------------------------------------------------
จัดทำโดย สถานเอกอัครราชทูตณ กรุงแคนเบอร์รา
พฤศจิกายน 2557

02/19/2015



กลับหน้าหลัก