ความสัมพันธ์กับไทย

ความสัมพันธ์ไทย - ออสเตรเลีย

australia thailand

ไทยกับออสเตรเลีย สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2495 โดยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ซึ่งมีเขตอาณาครบคลุมสาธารณรัฐฟิจิ สาธารณรัฐวานูอาตู หมู่เกาะโซโลมอน และรัฐเอกราชปาปัวนิวกินีด้วย นอกจากสถานเอกอัครราชทูตฯ แล้ว ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่ประจำอยู่ในกรุงแคนเบอร์รา ได้แก่ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและทหารอากาศ (กองทัพอากาศ) สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก (กองทัพบก) สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือ (กองทัพเรือ) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศออสเตรเลีย (สำนักงานข้าราชการพลเรือน – สำนักงาน ก.พ.)

นอกจากนี้ประเทศไทย มีสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ (รัฐนิวเซาท์เวลส์) และมีสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ 5 แห่ง ได้แก่ นครเพิร์ท (รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย) นครแอดิเลด (รัฐเซาท์ออสเตรเลีย) นครบริสเบน (รัฐควีนส์แลนด์) นครเมลเบิร์น (รัฐวิกตอเรีย) และนครโฮบาร์ต (รัฐแทสเมเนีย)

รวมทั้งมีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (กระทรวงพาณิชย์) สำนักงานการท่องเที่ยว (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) และสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน ( BOI) ที่นครซิดนีย์ ในขณะที่ออสเตรเลียมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) เชียงใหม่ และภูเก็ต

ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น และที่มีความโดดเด่นด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคงและการทหาร มีการส่งเสริมความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทั้งในระดับทวิภาคี และพหุภาคี รวมถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูงระหว่างกันสม่ำเสมอ


ด้านการเมืองการปกครอง

เครือรัฐออสเตรเลียก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2444 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1901 ซึ่งเป็นแบบลายลักษณ์อักษร เดิมออสเตรเลียเป็นดินแดนสำหรับส่งนักโทษอังกฤษมาอาศัยอยู่ แต่มีชาวอังกฤษย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานในช่วงศตวรรษที่ 19 ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวยุโรปและชาวเอเชียย้ายไปตั้งรกรากที่ออสเตรเลียมากขึ้นตามลำดับ ฝ่ายบริหาร อยู่ภายใต้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ มีคณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรผู้บริหาร โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี บุคคลในคณะรัฐมนตรีได้รับเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมาจากการเลือกตั้งทั่วไป

ฝ่ายนิติบัญญัติ มีรัฐสภาประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (มี 150 ที่นั่ง) และ วุฒิสภา (มี 76 ที่นั่ง) มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดและครึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาทุกๆ 3 ปี การออกพระราชบัญญัติทุกฉบับต้องผ่านการเห็นชอบของทั้ง 2 สภา ประชาชนที่มีอายุครบ 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิใน การออกเสียงเลือกตั้ง

ฝ่ายตุลาการ มีอำนาจเป็นอิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาเมื่อมีตำแหน่งว่าง แต่ไม่มีอำนาจถอดถอน ศาลสูง (High Court of Australia) มีอำนาจสูงสุดในการตีความและตัดสินคดี กฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติระดับรัฐและส่วนกลาง และคดีในระดับระหว่างรัฐและระหว่างประเทศ ศาล Federal Court of Australia มีอำนาจตัดสินคดีแพ่ง

การปกครองในระบบสหพันธรัฐประกอบด้วย 6 รัฐ ได้แก่

  1. รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียหรืออสเตรเลียตะวันตก (Western Australia)
  2. รัฐเซาท์ออสเตรเลียหรือออสเตรเลียใต้ (South Australia)
  3. รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland)
  4. รัฐนิวเซาท์เวสส์ (New South Wales)
  5. รัฐแทสเมเนีย (Tasmania)
  6. รัฐวิกตอเรีย (Victoria)

และมีเขตปกครองตนเอง 2 เขต ได้แก่

  1. นอร์เทิร์นแทร์ริทอรี (Northern Territory)
  2. ออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี (Australian Capital Territory)

ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงคือ กรุงแคนเบอร์รา แต่ละรัฐมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Governor) มีรัฐบาลและ มุขมนตรีทำหน้าที่บริหาร โดยมีสภานิติบัญญัติ 2 สภา ยกเว้นรัฐควีนส์แลนด์ที่มีเพียงสภาเดียว นอกจากนี้ รัฐและอาณาเขตต่างๆ มีระบบศาลของตนเอง

พรรคการเมือง ออสเตรเลียมีพรรคการเมืองสำคัญ 2 พรรค ได้แก่ Australian Labor Party และ Liberal Party of Australia ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ได้แก่ พรรค Australian Greens, National Party of Australia, Family First Party, Australian Democrats, One Nation Party เป็นต้น

ด้านความมั่นคง ออสเตรเลียให้ความสำคัญด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและ การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจากเห็นว่าปัญหาการก่อการร้าย การแพร่กระจายของอาวุธ ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค


ด้านเศรษฐกิจ

การค้าระหว่างไทย - ออสเตรเลีย

ในปี พ.ศ. 2558 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 18,145 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยไทยส่งออก 14,555 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และไทยนำเข้า 3,590 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ทั้งนี้ มูลค่าการค้าขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องมาจากการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ทำให้ปริมาณการค้าขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดทั้งส่งออกและนำเข้าเมื่อเทียบกับช่วงที่ยังไม่มีความตกลงใช้บังคับ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ (ปี พ.ศ. 2558) ได้แก่ รถยนต์ และส่วนประกอบเครื่องจักร และส่วนประกอบพลาสติก และผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารทะเลกระป๋อง / แปรรูป ผลิตภัณฑ์จากเหล็กและเหล็กกล้า เป็นต้น

สินค้านำเข้าที่สำคัญ (ปี พ.ศ. 2558) ได้แก่ ถ่านหินน้ำมัน อัญมณีและเครื่องประดับ อลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์จากอะลูมิเนียม เหล็กและเหล็กกล้า ด้ายและเส้นใย เป็นต้น

ที่มา : ข้อมูลจาก Department of Foreign Affairs and Trade (http://dfat.gov.au/trade/resources/Documents/thai.pdf)


ปัญหาและอุปสรรคการค้า

มาตรการด้านสุขอนามัย (bio security quarantine measures) ของออสเตรเลียมีความเข้มงวดมาก เนื่องจากประเทศเป็นเกาะ ทำให้สินค้าเกษตรของไทย เช่น ผัก (พริกและผลิตภัณฑ์พริก) ผลไม้สด (อาทิ ทุเรียน และมะม่วง) ไก่สดแช่เย็น/แช่แข็ง ไม่สามารถเข้าไปจำหน่ายในออสเตรเลียได้

ออสเตรเลียมีกฎหมายควบคุมคุณภาพอาหาร (Australian Food Standard Code) ที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้กักกัน (quarantine) และตรวจสอบ (inspection) คุณภาพอาหารนำเข้าที่มีความเข้มงวด โดยแบ่งประเภทอาหารเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง กลาง และต่ำ หากพบว่าผู้ส่งออกไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจะส่งสินค้ากลับ หรือทำลาย ทำให้ต้นทุนสินค้าสูง


ด้านสังคมและวัฒนธรรม

ออสเตรเลียเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มั่นคง มีแรงงานที่มีทักษะ และมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมต่อการแข่งขัน รัฐบาลออสเตรเลียมุ่งมั่นสนับสนุนและส่งเสริมการประดิษฐ์คิดค้น (innovation) โดยมีแผนปฏิบัติการสนับสนุนความสามารถของออสเตรเลีย

แม้ว่าออสเตรเลียจะเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ประชากรมากกว่า 4.1 ล้านคนสามารถพูดภาษาที่สองได้ นักลงทุนในออสเตรเลียจึงรู้สึกคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการทำงานแบบตะวันตก และแรงงานที่สามารถทำงานได้ทั้งในบรรยากาศแบบตะวันตกและแบบเอเชีย ชาวออสเตรเลียมีทักษะในการใช้ภาษาต่างๆ ของเอเชียมากที่สุดในภูมิภาค ความพร้อมของทักษะทางภาษาและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยช่วยดึงดูดบริษัทต่างประเทศ ให้มาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในออสเตรเลีย

ความน่าประทับใจของสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของออสเตรเลีย ความร่ำรวยทาง ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมพื้นเมือง ชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนอาหารและไวน์ที่ขึ้นชื่อ ทำให้ออสเตรเลียเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมบริการที่สร้างรายได้จากเงินตราต่างประเทศมากที่สุด

สภาพแวดล้อมที่แตกต่างของออสเตรเลียทำให้มีพันธุ์ไม้พื้นเมือง สัตว์ และนกมากมาย หลายชนิดที่ไม่สามารถพบได้ในที่อื่นในโลก ออสเตรเลียเป็นประเทศที่จริงจังกับการอนุรักษ์มรดกทางธรรมชาติเหล่านี้ และออกมาตรการหลายมาตรการเพื่อการดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการขึ้นทะเบียนมรดกโลก การกำหนดเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า

คุณภาพชีวิตของชาวออสเตรเลียจัดได้ว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สภาพแวดล้อมที่สะอาด บริการสาธารณสุข การศึกษา และวิถีชีวิตในออสเตรเลีย ทำให้ออสเตรเลียเป็นประเทศที่น่าอยู่ ประเพณีพื้นเมืองที่เก่าแก่และพหุวัฒนธรรมสะท้อนให้เห็นในวัฒนธรรมที่หลากหลายและความสามารถทางศิลปะหลายรูปแบบ

ออสเตรเลียมีระบบการศึกษาที่ได้รับการพัฒนาอย่างดี โดยมีอัตราการเข้าเรียนสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยเฉลี่ยชาวออสเตรเลียได้รับการศึกษาระดับประถมและมัธยม เป็นระยะเวลานานกว่านักเรียนในหลายๆ ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และ สหราชอาณาจักร ในแต่ละปี มีนักศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาศึกษาต่อในออสเตรเลียเป็นจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ความตกลงระหว่างไทย-ออสเตรเลีย

ไทยและออสเตรเลียได้ลงนามความตกลงการค้าเสรี (Thailand-Australia Free Trade Agreement - TAFTA) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 ระหว่างการเยือนออสเตรเลียของนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร) เมื่อวันที่ 4 - 6 กรกฎาคม 2547 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548


ประโยชน์ที่ไทยได้รับ

การค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียขยายตัวมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2548 (ปีแรกที่ TAFTA มีผลบังคับใช้) การค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียมีมูลค่า 6,427.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 2.8 ของมูลค่าการค้ารวมของไทย เป็นมูลค่าการส่งออกไปออสเตรเลีย 3,174.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากออสเตรเลีย 3,253.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าสำคัญที่ไทยได้รับประโยชน์จากการทำความตกลง ได้แก่ ผักและผลไม้สด (ซึ่งออสเตรเลียประกาศอนุญาตให้นำเข้าลิ้นจี่ และลำใยสดจากไทยก่อนที่ความตกลงจะมีผลบังคับใช้) รถปิกอัพและรถยนต์ขนาดเล็ก เคมีภัณฑ์พลาสติก อาหารสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

ตามความตกลงฯ ผลจากการที่ออสเตรเลียเปิดตลาดการค้าบริการและการลงทุนให้ไทย ทำให้ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพในการส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SME อาทิ ธุรกิจซ่อมรถยนต์ สถาบันสอนภาษาไทย สถาบันสอนทำอาหาร ร้านอาหารไทย และธุรกิจผลิตสินค้าทุกประเภท สามารถเข้าไปจัดตั้งและประกอบธุรกิจในออสเตรเลียได้ และการที่ออสเตรเลียผ่อนปรนเงื่อนไขการเข้าไปทำงาน ทำให้คนไทยสามารถเข้าไปทำงานได้สะดวกขึ้นเป็นการสร้างรายได้และนำเงินตราต่างประเทศ เข้าประเทศได้

สำหรับการเปิดตลาดการค้าบริการและการลงทุนของไทย ไทยคาดหวังที่จะได้รับประโยชน์ต่อไทย เนื่องจากเป็นการเปิดตลาดในธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งส่วนใหญ่ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อเอื้อต่อนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยวในภูมิภาค

ในระยะยาว ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศจะมีมากขึ้น ความต้องการลงทุนของออสเตรเลียในไทยจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของออสเตรเลียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


สินค้าสำคัญที่ออสเตรเลียจะได้ประโยชน์จากความตกลงระหว่างไทยและออสเตรเลีย

สินค้าสำคัญที่ออสเตรเลียจะได้รับประโยชน์จากความตกลง ได้แก่ พลาสติก เหล็ก ข้าวสาลีและมอลต์ เชื้อเพลิง ทองแดง นมและผลิตภัณฑ์นม รถยนต์ขนาดใหญ่ อาหารสัตว์ สังกะสี ไวน์ และเนื้อวัว เป็นต้น

ทั้งนี้ การที่ไทยเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้ออสเตรเลียภายใต้ตวามตกลงฯ จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยที่อาจได้รับผลกระทบและจะต้องมีการปรับตัว ได้แก่ อุตสาหกรรมโคเนื้อ โคนม และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งมีเกษตรกรรายย่อยเป็นจำนวนมากมีระบบการผลิตที่ยังไม่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันที่นำเข้าจากออสเตรเลีย จึงต้องมีการปรับตัวให้ได้ภายใน 15 - 20 ปี